คอลัมนิสต์ฝรั่งของ ESPN วิเคราะห์ : เกม “ไทย” แพ้ “ซาอุฯ” คาบ้าน 0-3

ทีมไทยที่เล่นได้น่าเบื่อหน่ายและเอื่อยเฉื่อยเหลือเกิน เปิดบ้านแพ้ทีมชาติซาอุฯอย่างน่าผิดหวัง 0-3 เป็นเพราะแนวรับที่อ่อนแอของพวกเขาอีกครั้ง(ซ้ำเเล้วซ้ำเล่า) เกิดขึ้นอีกเเล้วในบอลโลกรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย กลุ่มบี

ลูกทีมของโค้ชเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จ่ายบทเรียนที่เเสนแพงด้วยการออกสตาร์ทเริ่มเกม เพียงเพราะพวกเขาไม่สามารถหยุดความอันตรายของหัวหอกซาอุฯอย่าง เอล ซาลาวี่ ลงได้ ในทางกลับกัน ความหวังที่จะได้ผลเสมอเป็นอย่างน้อยกลับต้องฝันสลายเมื่อธนบูรณ์ เกษารัตน์ สกัดพลาดเข้าประตูตัวเองในช่วงท้ายเกม และซ้ำร้ายไทยมาเสียประตูเพิ่มอีกครั้งจากซัลมาน ซูซาว่า ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งผลให้ทีมไทยนอนอยู่ก้นตารางคะแนนแบบไม่ฟื้น โดยมีเพียงเเต้มเดียวจากการลงเล่นไปแล้วทั้งหมด 6 นัด

โค้ชซิโก้เซ็ตรูปแบบของทีมเหมือนอย่างเคย กล่าวคือ มีกองกลางตัวรุกส่วนใหญ่ถึง 3 คนและตามด้วยกองหน้าอีก 2 ไทยเปิดหัวด้วยระบบ 3-5-2 แบบที่ยืดหยุ่นได้ โดยให้ทริสตอง โดและธีราทร เป็นตัวสนับสนุนการบุกจากด้านข้าง
แต่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่ไทยต้องการในครึ่งแรก โค้ชเกียรติศักดิ์จึงเเก้เกมด้วยการส่งพีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา มิดฟิลด์ทางฝั่งซ้ายลงมาเเทนประชุม ชูทอง กองหลัง ในขณะที่ถอยเอาธีราทรลงไปยืนในแนวหลังแบบสามกองหลัง

เกมของไทยมีการพัฒนาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดภายหลังที่พีระพัฒน์ลงมา ทีมไทยมีโอกาสสร้างการเข้าทำได้มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็พลาดการเบิกสกอร์ไปทั้งหมด พีระพัฒน์เองยิงออกแบบไม่ได้ลุ้น ในอีก 10 นาทีที่เหลือ นี่คือสิ่งที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า วันนี้ไม่ใช่วันของพวกเขา และ 2 ประตูที่พวกเขาเสียในช่วงท้ายเกมก็ทำให้ค่ำคืนที่ราชมังคลาฯจบลงอย่างโหดร้าย

นี่คือ 3 สิ่งที่ผมเห็น ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

1. กองหลังฝันกลางวันของไทยยังคงเป็นปัญหาไม่เลิก

ในขณะที่เกมนี้ผู้ตัดสินลงทำหน้าที่ได้อย่างดีมาก ผมอาจพูดได้ว่าดีที่สุดเลย โดยเฉพาะในครึ่งแรก แต่สิ่งที่ทำให้ทีมไทยแพ้ในหนนี้มาจากความอ่อนแอของแผงหลังของพวกเขาเองเหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา

สัญญาณเตือนจากผู้มาเยือนอย่างซาอุฯ แสดงให้เราได้เห็นภายในเเค่ 9 นาที เมื่อพวกเขาขึ้นบอลทางขวาและสลัดหลุดจากการเข้าสกัดของนักเตะไทย แต่อดิศร พรหมรักษ์ ก็ยังมาช่วยเคลียร์ลูกผ่านตัดหลังของ ทาเซอร์ อัล จัสซิม ได้สำเร็จชนิดที่ว่าน่าหวาดเสียวเสียเหลือเกิน
นาทีที่ 23 ด้วยการเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาดของผู้มาเยือน ส่งผลให้นาวาฟ อัล อาบิดได้มีโอกาสส่องประตู แม้เจ้าตัวจะทำได้ไม่ดีนักเพราะยิงหลุดกรอบออกไปเยอะ

ทีมซาอุฯยังคงตั้งใจบุกอย่างต่อเนื่องและมาทำได้สำเร็จในนาทีที่ 25 เมื่อบอลถูกยกผ่านแผงกองหลังไทยอย่างง่ายดายจากนาวาฟ ข้ามแนวศรีษะของนักเตะไทยทั้งหมด และเป็นอัล ซาลาวี่ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีใครขัดขวาง เจ้าตัวดึงบอลลงได้และยิงผ่านกวินทร์ นายทวารเจ้าถิ่นในระยะเเค่ไม่กี่หลา ส่งผลให้ผู้มาเยือนออกนำในที่สุด

ก่อนหมดครึ่งแรกไม่กี่นาที ยอสเซอร์ อัล ชารามนี่ สอดขึ้นมาทางฝั่งขวาและยิงตามน้ำลูกเปิดจากลูกตั้งเตะ เเต่บอลดันผ่านเข้าข้างประตูไปอย่างน่าหวาดเสียว นี่เป็นอีกครั้งที่นักเตะไทยเสียสมาธิให้เห็น และไม่มีใครมองเห็นการเคลื่อนที่ของนักเตะซาอุฯผ่านฟูลแบ็กพวกเขาไป

ผมไม่อาจตำหนิทั้ง 2 ลูกสุดท้ายที่ไทยเสียในช่วงท้ายเกมได้ แน่นอนบอลโลกสำหรับทีมไทยจบลงเเล้ว และมันเป็นผลมาจากการขาดสมาธิ ครั้งเเล้วครั้งเล่าของนักเตะไทยเองนั่นเเหละ

ในขณะที่ฟอร์มการเล่นของนักเตะไทยกำลังดีขึ้นเรื่อยๆในช่วงครึ่งหลัง ทีมไทยเริ่มสร้างความยากลำบากให้ผู้มาเยือนได้ดี ผมอยากบอกว่า ถ้าพวกเขาอยากจะขึ้นมาเป็นทีมหัวแถวของเอเชีย พวกเขาต้องเลิกเสียประตูง่ายๆ(จากการเหม่อ-ฝันกลางวัน) เหมือนอย่างที่ผ่านๆมา
2. กรรมการยังคงเป็นประเด็นที่ไทยกล่าวอ้างเหมือนเคย

ทีมไทยยังคงหวดระเเวงและอยู่ในขั้นวิตกจริตเกี่ยวกับกรรมการ เพราะในเกมเเรกจากการตัดสินที่พวกเขาว่ากันว่าไม่ค่อยยุติธรรมสำหรับพวกเขาเท่าไร เพราะครั้งนั้นที่กรุงริยาด ไทยเองคิดว่าพวกเขาสมควรได้ถึง 2 จุดโทษซึ่งพวกเขาไม่ได้รับมัน และกลับเป็นทีมซาอุฯที่ได้จุดโทษที่พวกเขาไม่ควรจะได้

โค้ชเกียรติศักดิ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเกมถึงความเหมาะสมในการที่ เอเอฟซี เลือกใช้ผู้ตัดสินจากประเทศบาห์เรนลงทำหน้าที่ในเกมในวันนี้ แน่นอน ฮัสซัน อับราฮีม อัปดุลนาบี้ เอง มาจากตะวันออกกลาง ภูมิภาคเดียวกับผู้มาเยือน โดยที่เกียรติศักดิ์เองพูดดักคอไว้เเต่เนิ่นๆว่า อยากให้จับตาดูการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินในวันนี้เป็นพิเศษ และหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบในเกมเเรกเกิดขึ้นกับไทย

การตัดสินที่ค้านสายตาเกิดขึ้นใน 7 นาทีเเรก เมื่อชนาธิป สรงกระสินธ์ ถูกสกัดหนักจากทางฝั่งซ้าย ในขณะที่อับดุลนาบี้เองปล่อยให้เกมเดินต่อ ส่งผลให้แฟนบอลเจ้าถิ่นส่งเสียงโห่เป็นหนเเรก

แฟนบอลเจ้าถิ่นยังคงผิดหวังต่อ เมื่อในนาทีที่ 20 โอมาร์ ออสมาน ล้มลงดื้อๆจากการเข้าสกัดแบบผิวเผินของธีรศิลป์ แดงดา แน่นอนกรรมการจากบาห์เรนให้ซาอุฯได้ฟาวล์

เปาจากบาห์เรนเป่าฟาวล์อีกครั้งในนาทีที่ 31 จากการเข้าสกัดของธีรศิลป์คนเดิมซึ่งทำให้ อับดุลมาลัก อัล คาบี้ ล้มลง
เสียงนกหวีตดังขึ้นอีกครั้ง และเป็นไทยที่เสียประโยชน์ เมื่อชนาธิป ผ่านบอลอย่างสวยงามให้ธีรศิลป์ซึ่งกำลังสปีดหนีโมทาด ฮาวซาวี่ก่อนที่รายหลังจะล้มลง โดยช็อตดังกล่าวหากธีรศิลป์สามารถผ่านทะลุเข้าไปได้ เขาจะได้ดวลตัวต่อตัวกับผู้รักษาประตูซาอุฯ แต่ครั้งนั้นกรรมการเห็นว่าศูนย์หน้าจากไทยทำฟาวล์เสียก่อน แฟนบอลเจ้าถิ่นมอบเสียงโห่ให้อีกครั้ง

กรรมการยังคงอยู่ในการจับตาของบรรดาแฟนบอลเจ้าถิ่นต่อเนื่อง เมื่อเจ้าตัวจัดการควักใบเหลืองแรกมอบให้ธีราทรจากการเข้าสกัดนาวาฟ ซึ่งนี่คือการสกัดครั้งแรกของเขา เสียงโห่ดังก้องสนามราชมังฯกดดันให้กรรมการต้องทบทวนการทำหน้าที่ในวันนี้

เเต่ความน่าโมโหก็เปลี่ยนไปในครึ่งหลัง เมื่อทีมไทยเริ่มเล่นได้ดีขึ้นและเริ่มฉายเเววว่ากรรมการเองจะปล่อยเกมให้ไหลลื่นมากขึ้น (หรืออาจเป่าได้ตรงใจแฟนบอลของพวกเขา) ไทยเองดูมีโอกาสจะแก้ตัวเเละทำประตูทีมซาอุฯได้มาก บางทีในขณะที่ทุกคนมองเห็นว่านักเตะไทยทำได้ไม่ดีนักในครึ่งแรกและทำได้ดีในครึ่งหลัง (อาจไม่ได้มาจากกรรมการทั้งหมด) ทีมช้างศึกเองต้องกลับมาทบทวนและพยายามทำให้ดีให้มากขึ้น(แทนที่จะพูดเรื่องกรรมการ) ทำให้ได้ก่อนออกไปเยือนทีมญี่ปุ่นในสัปดาห์หน้าหากพวกเขาหวังจะมีเเต้มกลับมา

3. สิโรจน์ยังคงฉายเเววเด่นให้เห็น

กองหน้าร่างยักษ์ของทีมอย่าง สิโรจน์ ฉัตรทอง เเสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาพร้อมอย่างมากในการต่อสู้กับทีมซาอุฯหนนี้ เมื่อต้นเกมเจ้าตัวปั่นหัวฮาวซาวี่ ชนิดหัวหมุน และเขาสามารถพาบอลผ่านกองหลังของซาอุฯมากถึง 2 คนทะลุเข้าเขตโทษได้สำเร็จ ก่อนที่บอลจะหลุดเส้นหลังไปเพียงนิดเดียว

นาทีที่ 12 เจ้าตัวเรียกลูกเตะมุมให้ทีมได้สำเร็จ เมื่อสลัดผ่านเเนวรับผู้มาเยือน ก่อนจะเป็นออสเเมนมาสกัดไว้ในช่วงสุดท้าย
หลังจากเกมที่เงียบและตื้อ เจ้าตัวยังคงสร้างสีสันให้ทีมและเล่นแบบเเรงไม่หยุด ชนิดเป็นตัวอันตรายของทีม ครั้งนี้เขาผ่านบอลสวยๆให้ชนาธิป ซึ่งอยู่ในหน้ากรอบเขตโทษ น่าเสียดายที่ชนาธิปเองกลับยิงเบาเเบบเหลือเชื่อ ส่งผลให้โอกาสการได้ประตูของเจ้าถิ่นแทบไม่มี

สิโรจน์เกือบทำสำเร็จเมื่อเขาได้บอลจากธีรศิลป์ ก่อนที่เจ้าตัวจะปั่นโค้งในระยะ 16 หลา เหมือนที่เขาเคยยิงในลักษณะนี้และทำได้ในเกมกับอินโดนีเซีย รอบชิงฯในรายการเอเอฟเอฟปีที่เเล้ว น่าเสียดาย ที่ลูกนั่นหลุดออกเสาไปนิดเดียว

ภัยคุกคามที่น่ากลัวสำหรับผู้มาเยือนอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวยังคงสร้างโอกาสให้ไทยต่อเนื่อง และหนนี้พีระพัฒน์ได้ยิงชนิดน่าจะได้ลุ้นในระยะใกล้ที่สุด แต่เจ้าตัวกลับส่องข้ามคานชนิดไม่ได้ลุ้น สิโรจน์เองมีประสิทธิภาพอย่างมากในการเข้าหาบอลและไปกับบอล แต่สิ่งที่พลาดนั่นคือทีมไทยไม่มีผู้เล่นที่จะมาเชื่อมกันกับเขา และดูเหมือนว่าในหลายครั้งตัวเขาเองจะพาบอลมุ่งหน้าไปในพื้นที่ๆเล่นยากเสมอ

และเป็นโค้ชเกียรติศักดิ์ซึ่งเลือกให้อดิศักดิ์ ไกรษรลงมาทำหน้าที่เเทนในนาทีที่ 68

สิโรจน์เองไม่อาจตอบโจทย์ในการทำประตูสำหรับไทยได้ดีพอ และดูเหมือนว่าเขาอาจไม่ค่อยสมบูรณ์มากนักที่จะเพิ่มมิติการเข้าทำให้แก่ทีมไทย (เมอร์ฟี่เองมองว่าควรต้องมีคนมาช่วยประสานหรือช่วยสิโรจน์ให้มากกว่านี้ หรือไม่ก็อาจเทรนสิโรจน์ให้เป็นเพชฌฆาตศูนย์หน้าให้มากขึ้น คือเน้นจบสกอร์ไปเลย ไม่เน้นลงมาเอาบอล พาไปเลี้ยง พาไปปะทะ ลากเข้าพื้นที่ๆเล่นยากและทีมไม่ได้เปรียบ)

ทีมไทยกำลังต้องการ “อะไรบางอย่างที่เเตกต่าง” ก่อนที่รายการเเข่งขันนี้จะสร้างบาดแผลให้พวกเขามากกว่านี้

ทีมชาติไทยต้องอยู่กับ “ความจริง”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเชื่อว่าแฟนฟุตบอลไทยหลายคนคงผิดหวังกับเกมที่เจอกับ “ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย” คาบ้าน 0-3 ไม่น้อย เพราะโอกาสในการลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟในฐานะทีมอันดับ 3 ของกลุ่มริบหรี่เหลือเกินกับ 1 แต้มจาก 6 นัดแม้ว่าจะเหลือเกมในมืออีก 4 นัดก็ตาม เพราะตามหลักทฤษฎีเราต้องชนะรวดในเกมที่เหลือละลุ้นอย่าให้ “ทีมชาติออสเตรเลีย” ชนะได้เป็นอันขาด

แน่นอนว่า เกมนี้ขุนพลช้างศึกทำเต็มที่แล้วแต่ผู้มาเยือนทำได้ดีกว่า ยิ่งความได้เปรียบก่อนลงสนามเรื่องของรูปร่างและทักษะที่เหนือกว่าซึ่งส่งเกตได้ในเกมว่ามีหลายครั้งที่นักเตะคู่แข่งพยายามใช้เกมโยนยาวบอมบ์เข้าใส่กรอบเขตโทษของไทย อย่างลูกแรกที่เสียก็มาจากลูกโยนเข้ามา ลูกที่สองก็เป็นการผ่านบอลเข้ามาจากริมเส้น และลูกทีมสามมาจากจังหวะสวนกลับเร็ว

มาถึงตรงนี้คงต้องยอมรับ “ความจริง” ว่าขุนพลช้างศึกของเราในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาขึ้นมาจนเหนือกว่าระดับภูมิภาค “อาเซียน” พอสมควร แต่ถ้าในระดับทวีป ถือว่ายังเป็นรองหลายๆทีมไม่ว่าจากเอเชียตะวันออกอย่าง “ญี่ปุ่น” หรือ “เกาหลีใต้” รวมถึงบรรดาทีมจากตะวันออกกลางทั้งหลาย

ดังนั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนโยบายของนายกสมาคม “พล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆมากมากนับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรรดานักเตะเยาวชนหรือดาวรุ่งที่จะขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติในยุคต่อไป

เพราะฟุตบอลถึงโค้ชจะเก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถบันดาลชัยชนะให้ได้ตลอดด้วยเหตุผลที่ว่า “เกมลูกหนัง” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องโค้ชเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหมายถึง “ทักษะ” “ความสามารถ” “ฝีเท้า” ที่ขึ้นอยู่กับนักเตะภายในทีม รวมทั้ง “การเล่นเป็นทีม” “ความเข้าใจกันของนักเตะ” ซึ่งมีความแตกต่างกัน นักเตะแต่ละคนมาจากต่างสโมสรต่างที่ ไม่ได้เล่นฟุตบอลทีมเดียวกันทุกวัน

ไม่นับปัจจัยอื่นที่ใกล้เข้ามาหน่อย อย่าง “สภาพความฟิต” ก่อนเกม หรือนักเตะบางคนเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่นักเตะคู่แข่งกำลังอยู่ในช่วงฟิตสุดๆ ดังนั้นศักยภาพของนักเตะที่ออกมาในสนามก็ไม่เหมือนกันซึ่งบางทีปัจจัยบางอย่างก็อาจจะทำให้ทีมที่เป็นรองกว่าพลิกล็อกล้มยักษ์ได้เหมือนกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนปัจจัยภายนอก เรื่องของ “ดิน ฟ้า อากาศ” หรือ “ผู้ตัดสิน” ก็มีส่วนได้ในบางครั้ง ทำให้ต่อจากนี้คงต้องมองถึงการพัฒนานักเตะที่กำลังจะขึ้นมาเพื่อความยั่งยืน คงมาหวังรอประเภท “นักเตะฟ้าประทาน” หรือพวก “อัจริยะลูกหนัง” ที่จะขึ้นมานานทีปีหนเหมือนสมัยก่อนก็คงไม่ได้

สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการสร้าง “นักเตะรุ่นใหม่ๆที่จะขึ้นมา” ให้พร้อมที่สุด ดีที่สุดเพื่อจะก้าวขึ้นไปต่อกรกับคู่แข่งในระดับที่สูงกว่าอย่างทวีปหรือความฝันที่จะขึ้นไปในระดับโลก ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้

ถ้าจำกันได้ เกมแรกที่เราไปเยือน “ซาอุดิอาระเบีย” เกมนั้นขุนพลทีมชาติไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนเกือบได้ผลเสมอกลับไป ถ้าไม่เจอพิษของผู้ตัดสินชาวจีน “หม่า หมิง” ซะก่อน หรือในรอบก่อนหน้านี้เราเคยตีเสมอซาอุหลังจากถูกนำไปก่อนสองลูกจนผลการแข่งขันออกมา 2-2 มาแล้ว นั้นคงเป็นอีกเหตุผลที่นักเตะเศรษฐีน้ำมันเล่นกับเราแบบไม่มีประมาทและเชื่อว่าเตรียมตัวมาดีก่อนเกมแน่

สุดท้ายเกมของทีมชาติไทยล่าสุดที่แพ้ ก็คงโทษใครไม่ได้เพราะภาพที่เห็นคือ “ความจริง” สิ่งที่ทำได้ต่อจากนี้คือ “ยอมรับ” และ เตรียมตัวสำหรับนัดต่อไปกับ “ทีมชาติญี่ปุ่น” ในสัปดาห์หน้าให้ดีที่สุดก็เท่านั้นเอง

หนีตายสุดชีวิต! นศ.ถูกไล่ยิงเจ็บหนัก งงไม่เคยมีเรื่องกับใคร

เวลา 23.30 น เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิกุศลสถานตรัง ได้รับแจ้งเหตุ คนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ให้มารีบปฐมพยาบาลและช่วยชีวิตชายวัยรุ่น ที่บริเวณบ้านเช่าหลังบางรักอพาร์ทเมนท์ ถนนกันตัง ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง เมื่อกู้ภัยไปถึงมีชาวบ้านช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อกู้ภัยไปถึงก็ทำการช่วยชีวิต นายเจษฎากร อายุ 18 ปี เป็นนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพตรัง ถูกยิงเข้าที่หน้าขาด้านขวา และส้นเท้าซ้ายเลือดไหลไม่หยุดเป็นกองใหญ่ และนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บขึ้นรถกู้ภัยมูลนิธิกุศลสถานตรัง เพื่อไปส่งยังโรงพยาบาลศูนย์ตรัง โดยมีรถพยาบาลศูนย์แพทย์นเรนธร 1669 มารับอีกทอดที่บริเวณ สี่แยกสาริการามเพื่อนำตัวไปส่งโรงพยาบาลศูนย์ตรังทันที

ร.ต.ท.รัฐกาญจน์ พรมราช ร้อยเวร สภ.เมืองตรัง รับแจ้งมีเหตุคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ จุดแรก บริเวณถนนกันตัง ตรงหน้าร้านเกม โค้งเวทิน ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง จึงรุดมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 1 ปลอก เจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบพยายามหากล้องวงจรปิดที่บริเวณดังกล่าว ชาวบ้านบอกว่าได้ยินเสียงปืน 3 นัดตรงหน้าร้านเกม จุดที่ 2 พบรถจักรยานยนต์ 1 คัน เปื้อนเลือด ส่วนที่บริเวณพื้นหน้าร้านค้า พบกองเลือดขนาดใหญ่ ตำรวจจึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

เพื่อนของผู้ได้รับบาดเจ็บ บอกว่า เพื่อนทั้ง 3 คน เป็นนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพตรัง 2 คน และวิทยาลัยเทคนิค 1 คน ขับขี่รถกลับมาจากเที่ยวตลาดกลางคืน ขณะขับรถมาถึงหน้าบ้านนายเจษฎากร อายุ 18 ปี และจะลงจากรถทันใดนั้นมีชายขับขี่รถจักรยานยนต์ ประกบไล่ยิงเพื่อนของตน จนนายเจษฎากร ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ไม่สามารถจอดรถได้เพื่อนๆ ขับรถจักรยานยนต์หนีสุดชีวิต แต่ชายคนดังกล่าวยังขับรถจักรยานยนต์ไล่ยิงไป 5-6 นัดอีก ก่อนที่เพื่อนของตนทั้ง 3 คน จะขับหนีตายมาขอความช่วยเหลือตนที่บ้าน จึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจและกู้ภัยให้มาช่วยเพื่อนที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส พร้อมระบุว่าแปลกใจที่ถูกทำร้าย เพราะกลุ่มพวกตนไม่เคยมีเรื่องกับใคร

ลูกพาพ่อชราไปหาหมอ ไม่ทันถึงรพ.รถชนตายต่อหน้าต่อตา

เมื่อเวลา 01.00 น. ร.ต.อ.สนิท น้อยเซ็น พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุตรดิตถ์ รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันเหตุเกิดที่บริเวณหน้าโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุตรดิตถ์ ถนนฤดีเปรม ต.ท่าเสา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เยื้องกับห้างสรรพสินค้าโลตัส มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะ สีบรอนซ์เงิน ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บธ-1248 สภาพด้านหน้าตัวรถและเครื่องพังยับเยิน จนดันฝากระโปรงรถเปิดขึ้น กระจกหน้ารถแตก อุปกรณ์หน้ารถแตกกระจัดกระจายเกลื่อนถนน จอดขวางอยู่กลางถนน เส้นทางขาเข้าตัวเมืองอุตรดิตถ์ พบศพผู้ชายทราบชื่อ นายเจริญ อายุ 81 ปี นั่งเสียชีวิตอยู่บนเบาะที่นั่งคู่คนขับ โดยศีรษะพาดอยู่ที่บริเวณคอนโซลหน้ารถ

โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 คน เจ้าหน้าที่กู้ภัยวัดหมอนไม้และศูนย์กู้ชีพอุตรดิตถ์ ช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ บริเวณใกล้กับจุดเกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะ สีดำ ยี่ห้อ อีซูซุ รุ่นดีแม็คซ์ หมายเลขทะเบียน บธ-4910 อุตรดิตถ์ จอดแน่นิ่งอยู่ข้างรั้วกำแพงโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยหันหัวรถออกมาทางหน้าถนน บริเวณล้อหลังซ้ายของคนขับ พบร่องรอยถูกชนกระแทกอย่างแรงโครงกระบะด้านซ้ายและล้อได้รับความเสียหาย คนขับไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ทราบชื่อว่า นายธนากร อายุ 24 ปี

จากการสอบสวนทราบว่า นายเจริญ ผู้เสียชีวิต ซึ่งมีโรคประจำตัวคือโรคหอบ เกิดป่วยกะทันหัน มีอาการหายใจติดขัดหายใจไม่สะดวก ครอบครัวจึงพาพ่อไปหาหมอที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ โดยมีนายสายชล อายุ 51 ปี ลูกชายนายเจริญเป็นคนขับ วิ่งตามเส้นทางเข้าเมือง เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะสีดำของนายธนากร วิ่งมาด้วยความเร็วและหมุนเคว้งกลางถนนข้ามฝั่งมา เป็นเหตุให้รถของนายสายชลซึ่งวิ่งมาตามทางเบรกไม่อยู่ พุ่งเข้าชนที่บริเวณกระบะซ้ายด้านหลังตรงกับล้อรถยนต์พอดี จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ขณะที่นายธนากร ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เป็นช่างเชื่อมอู่แห่งหนึ่งในตัวเมืองอุตรดิตถ์ เสร็จงานแล้วไปส่งเพื่อนที่ค่ายทหาร วิ่งรถออกจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ เพื่อกลับบ้านที่ศรีสัชนาลัย ก่อนเกิดเหตุมีฝนตกลงมา ระหว่างวิ่งผ่านหน้าโลตัสจึงเตะเบรก รถเกิดหมุนเคว้งและวิ่งข้ามเลนจนเกิดเหตุดังกล่าว เชื่อว่าเกิดจากถนนลื่นทำให้เบรกไม่อยู่

ล่าสุด ทางพนักงานสอบสวนยังไม่แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ใด ถึงการขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต คงต้องรอพยานผู้ได้รับบาดเจ็บให้การก่อน แล้วนำมาประกอบสำนวนพร้อมแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่กระทำผิดในคดีนี้

กระบะพุ่งชนท้ายสิบล้อ ส.จ.เติ้ง ลูกชายโสภณ ซารัมย์ เสียชีวิต

เมื่อเวลา 01.00 น. สภ.ทะเมนชัย อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนท้ายรถบรรทุกอ้อย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เหตุเกิดที่บ้านโคกสว่าง หมู่ 3 ต.เมืองแฝก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ชีพ อบต.เมืองแฝก

ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ดีแม็กซ์ 4 ประตู สีดำ หมายเลขทะเบียน กฉ 2323 บุรีรัมย์ ชนอัดก็อบปี้กับรถบรรทุกสิบล้อ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขทะเบียน 82-5993 บุรีรัมย์ ที่จอดอยู่ข้างทาง ซึ่งมี นายทองใบ อายุ 63 ปี เป็นคนขับ โดยสภาพด้านหน้ารถกระบะพังยับเกือบถึงกระบะท้าย มีผู้บาดเจ็บติดอยู่ในรถกระบะ 3 ราย

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันนำผู้บาดเจ็บออกจากตัวรถ ทราบชื่อคือ นายอมฤต อายุ 24 ปี เป็นคนขับรถกระบะได้รับบาดเจ็บแขนซ้ายหัก และหญิงสาวไม่ทราบชื่อ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

นอกจากนั้น ยังมีนายอาณัตพณ ซารัมย์ หรือ ส.จ.เติ้ง อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นสมาชิกสภา อบจ.บุรีรัมย์ เขต อ.คูเมือง เขต 2 เป็นบุตรชายคนโตของ นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ติดอยู่บริเวณที่นั่งด้านคู่หน้ากับคนขับ อาการสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ชีพต้องใช้เวลานานกว่า 30 นาที จึงนำร่างออกมาได้เพื่อช่วยเหลือนำส่ง รพ.เอกชนบุรีรัมย์ แต่ได้เสียชีวิตก่อนถึงมือแพทย์
จากการสอบสวน นายทองใบ คนขับรถบรรทุก ให้การว่าก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ของคืนวันที่ 24 มี.ค. ได้กลับจากนำอ้อยไปส่งที่โรงงาน และแวะกลับมากินข้าวและพักผ่อนที่บ้านซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่จอดรถ กระทั่งได้ยินเสียงดังสนั่นจึงเดินออกมาดู ก็พบมีรถกระบะพุ่งชนท้ายรถของตนเองดังกล่าว

จากการสอบสวน นายอมฤต ซึ่งเป็นคนขับรถกระบะและเป็นญาติของผู้เสียชีวิต ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนพร้อมเพื่อน และส.จ.เติ้ง ได้กลับจากไปช่วยงานในตัวเมืองบุรีรัมย์ หลังจากเสร็จงานจึงพากันขับรถกลับบ้านพัก ที่บ้านหนองเก้าข่า ต.เมืองแฝก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร

โดย ส.จ.เติ้ง นั่งอยู่ด้านหน้าข้างคนขับ เมื่อถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งและถนนแคบ ประมาณ 2.50 – 3 เมตร รถวิ่งสวนกันลำบาก ประกอบกับในจุดเกิดเหตุไฟฟ้าส่องสว่างเสีย จึงทำให้ทางค่อนข้างมืด มองไม่เห็นรถบรรทุกจอดอยู่ริมถนน จึงขับพุ่งชนท้ายอย่างจัง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และจะได้เรียกตัวคนขับรถบรรทุกมาสอบสวน และรอสอบปากคำผู้ได้รับบาดเจ็บอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง

ถนนข้าวสารประกาศงดสาดน้ำสงกรานต์

สงกรานต์ปีนี้ถนนข้าวสารงดจัดงานสงกรานต์ เร่งประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยวให้ทราบ แต่ยังคงจัดงานวัฒนธรรมแบบไทยๆ ทำบุญตักบาตรและสรงน้ำพระ

นายปิยะบุตร จิวระโมไนย์กุล นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ปี 2560 ที่กำลังจะถึงนี้ ถนนข้าวสารจะงดจัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจและกรุงเทพมหานครแล้ว เนื่องจากสถานที่โดยรอบของถนนข้าวสารอยู่ใกล้เคียงเส้นทางจราจรที่ประชาชนจะเดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หากมากันเป็นจำนวนมากเหมือนเช่นทุกปีก็จะกระทบกับเส้นทางจราจรต่างๆ ได้
ซึ่งที่ถนนข้าวสารในทุกวันจะมีการประกาศเสียงตามสายให้ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับทราบว่าปีนี้ไม่มีการจัดงานแต่จะกลับมาจัดใหม่ในปี 2561 ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในถนนข้าวสารจะยังคงรักษาประเพณีที่ดีงาม โดยเฉพาะช่วงเช้าของวันที่ 13 เมษายน 2560 จะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาทำบุญตักบาตรและสรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในวันปีใหม่ไทย

‘หัวหน้ากุ๊กหนุ่มใหญ่’ น้อยใจชายคนรัก ผูกคอดับลาโลก

หนุ่มใหญ่วัย 47 ปี ผูกคอกับขื่อในบ้านเช่า จนสิ้นใจ โดยได้เขียนข้อความทิ้งไว้ ตัดพ้อชายคนรักที่หลอกลวง

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 25 มี.ค. 60 ร.ต.อ.กาฬสิน ปากวิเศษ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี รับแจ้งเหตุคนผูกคอเสียชีวิตที่ บ้านหลังหนึ่ง ซอยไร่ฝ้าย หมู่ 1 ต.รั้วใหญ่ ข้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร รพ.ศูนย์เจ้าพระยายมราช และ สมาคมเณรแก้วกู้ภัยทางหลวงสุพรรณบุรี

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเช่า 2 ชั้นครึ่งไม้ครึ่งปูน ภายในห้องนอนชั้นล่างที่บันไดทางขึ้นพบศพ นายไพฑูรย์ หรือ ปุ๊กกี้ อายุ 47 ปี ใส่เสื้อสียืดสีน้ำเงิน กางเกงขา 3 ส่วน สีครีม ใช้เชือกไนลอนผูกคอตัวเองกับขื่อบ้าน สภาพศพขึ้นอืด ลิ้นจุกปาก มีน้ำเหลืองไหลออกบริเวณจมูก ปาก และทวารหนัก ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทั่วบริเวณ ตรวจสอบภายในห้องพบที่นอนและข้าวของกระจายเกลื่อนพื้น
จากการสอบสวน นายอภัยสิน อายุ 38 ปี เพื่อนร่วมงานผู้ตายให้การว่า นายไพฑูรย์ เป็นหัวหน้ากุ๊กอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง หมู่ 1 ต.สนามชัย มีลักษณะเป็นเกย์ ได้มาเช่าบ้านหลังกล่าวอยู่เพียงลำพัง แต่มักจะมีเด็กหนุ่มแวะเวียนมาหาที่บ้านอยู่เป็นประจำ

กระทั่งเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้ตายได้หายตัวไป ตนจึงมาตามหาที่บ้านพัก พบนายไพฑูรย์ผูกคอตัวเองเสียชีวิตอยู่ในห้องพัก สภาพบวมอืด กลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ

จากการตรวจสอบภายในห้องพักบริเวณข้างที่นอน พบจดหมายลาตาย “โดยมีข้อความว่า มิ้น 130 เณรแก้ว เราไปแล้ว ขอให้มีความสุขนะ มีแต่โกหกหลอก เราขอไปตามทางของเรานะ”

หนุ่มใหญ่ถูกใส่ยาฆ่าหญ้าในบ่อน้ำ คาดปลาทู 2 เข่ง ปมแค้น

หนุ่มใหญ่โร่แจ้งความถูกมือมืดใส่ยาฆ่าหญ้าในบ่อน้ำ หวังฆ่ายกครัว คาดเพื่อนบ้านล้างแค้น ฟ้องแม่ค้าว่าขโมยปลาทู 2 เข่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (25 มี.ค.) สภ.บ้านค่าย อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ได้รับแจ้งจาก นายสมคิด อายุ 41 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.บ้านค่าย อ.บ้านค่าย จ.ระยอง แจ้งว่า มีคนร้ายลักลอบเทน้ำยาฆ่าหญ้าลงในบ่อน้ำสำหรับไว้บริโภค ขอให้ไปตรวจสอบด้วย

จึงเดินทางไปพร้อมนายสมคิด ที่บริเวณหน้าบ้านดังกล่าวพบบ่อน้ำกว้างประมาณ 1 เมตร 50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 8 เมตร มีน้ำอยู่ประมาณ 4 เมตร มีแผ่นกระเบื้องที่มุงหลังคาปิดฝาบ่ออยู่ พอเปิดฝากระเบื้องออกมา ก็ได้กลิ่นเหม็นตลบอบอวนเป็นกลิ่นยาฆ่าหญ้า

นายสมคิด บอกว่า เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น.ของวันนี้ตนได้ยินเสียงสุนัขเห่า และเวลาประมาณ 11.30 น.ตนจะไปอาบน้ำโดยต้องเอากระป๋องหย่อนลงไปในบ่อเพื่อตักน้ำขึ้นมาอาบ พอเปิดฝาบ่อได้กลิ่นเหม็นฉุนมากว่าเป็นยาฆ่าหญ้า

เมื่อมองลงไปในบ่อน้ำพบฟองลอยอยู่เต็มบ่อ จึงเรียกเพื่อนบ้านมาดู ต่างก็บอกว่าเป็นกลิ่นของยาฆ่าหญ้า เจ้าหน้าที่จึงเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจพิสูจน์ ที่กองพิสูจน์หลักฐานกรุงเทพฯ ว่าเป็นสารเคมีชนิดใด

ส่วนสาเหตุ จากการสอบสวนนายสมคิด ให้การว่า เมื่อ 3 วันที่ผ่านมา ตนมีเรื่องกับ นายเสงี่ยม อายุ 60 ปี กล่าวหาว่าตนไปฟ้องป้าแจ๋ว แม่ค้าขายปลาทูว่า นายเสงี่ยม ไปขโมยปลาทู 2 เข่ง จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับไป พอประกันตัวออกมาคาดว่าจะมาแก้แค้นตน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ต้องขอตรวจสอบน้ำในบ่อก่อนว่าเป็นสารเคมีชนิด ต้องใช้เวลาประมาณ 20-30 วัน ถึงจะทราบผล แล้วจะสืบสวนหาตัวคนร้ายต่อไป

พระสงฆ์คลั่ง! วิ่งกระโจนใส่รถพ่วงอย่างจัง คิดสั้นฆ่าตัวตาย สุดท้ายเจ็บสาหัส

เกิดเหตุพระสงฆ์ อายุราว 35-40 ปี วิ่งกระโจนใส่รถพ่วง กลางถนนเพชรเกษม หวังคิดสั้นฆ่าตัวตาย สุดท้ายเจ็บสาหัส ตรวจสอบในตัวไม่พบเอกสารใดๆ กู้ภัยเร่งนำส่งโรงพยาบาล

วันที่ 25 มี.ค. 2560 เวลา 17.20.น ศูนย์มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์ได้รับแจ้งมีเหตุรถชนพระสงฆ์ ถนนเพชรเกษม หน้าวัดพระประโทน ม.4 ต.ธรรมศาลา อ.เมือง จ.นครปฐม จึงรุดไปตรวจสอบพบพระสงฆ์นอนนิ่งอยู่บนถนน อาการสาหัส จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม

จากการสอบถาม จักรยานยนต์รับจ้าง เล่าว่า ก่อนหน้านั้นพระสงฆ์รูปดังกล่าวนั่งอยู่ที่หลังโบสถ์วัดพระประโทนเล่นกับสุนัข จู่ๆไม่นานก็เดินออกมาหน้าวัดได้กระโจนออกไปให้รถพ่วงชนอย่างแรงจนร่างกระเด็นออกมาประมาณ 5 เมตร คาดเป็นการคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งตอนแรกยังดิ้นอยู่จากนั้นหมดสติไป โชคดีไม่มีรถตามมา

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่มูลนิธิบอกว่า ในตัวไม่พบเอกสารใดๆจึงยังไม่ทราบว่าพระรูปนี้มาจากที่ไหนและไม่ทราบว่าเป็นใคร เพราะยังไม่สามารถพูดได้ต้องรอให้อาการดีขึ้นเสียก่อนจึงจะสอบถามได้

นายอำเภอเมืองกระบี่เสียชีวิต กระบะหักหลบจยย.พุ่งลงคูน้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (25 มี.ค.) เมื่อเวลา 14.30 น. สภ.เมืองกระบี่ รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถเสียหลักลงข้างทาง เหตุเกิดถนนสายทับปริก-ห้วยโต้ หมู่ 6 ต.ทับปริก อ.เมืองกระบี่ ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณขาเข้าน้ำตกห้วยโต้ ก่อนถึงสะพานคลองใหญ่ ริมถนนซึ่งมีคูน้ำ ซึ่งมีสภาพเป็นหลุมลึกประมาณ 3 เมตร พบรถประจำตำแหน่งของนายอำเภอเมืองกระบี่ เป็นรถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ ทะเบียน 1กฌ 8141 กท ชนกับผนังดินภายในคูน้ำ สภาพรถด้านหน้าพังเสียหาย

ส่วนผู้บาดเจ็บมี 2 คน คือนายสุริยันต์ ณรงค์กูล อายุ 47 ปี นายอำเภอเมืองกระบี่ สภาพไม่รู้สึกตัว มีเลือดไหลออกทางหู จมูก ส่วนอีกคนเป็นคนขับทราบชื่อคือ อส.สุริยา ปัญญาสกุลวัฒน์ อายุ 59 ปี มีบาดแผลตามร่างกายอาการสาหัสเช่นกัน ทางเจ้าหน้าที่ได้ปฐมพยาบาลปั้มหัวใจเบื้องต้น จากนั้นนำส่ง รพ.กระบี่ ซึ่งต่อมาเวลา 15.00 น.ได้เสียชีวิตแล้ว
สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายอำเภอเมืองกระบี่ พร้อมพนักงานขับรถซึ่งเป็น อส. ได้ออกจากบ้านพัก เดินทางไปดูการก่อสร้างบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วมภายใน ต.ทับปริก มาถึงที่เกิดเหตุได้มีรถจักรยานยนต์ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ขับสวนมา แต่อยู่ในเลนของนายอำเภอเมืองกระบี่

ทำให้คนขับตัดสินใจหักหลบลงข้างทาง แต่โชคร้ายที่จุดที่ลงไปนั้นเป็นคูน้ำลึกกว่า 3 เมตร ทำให้รถชนสนั่นกับผนังดินภายในคูจนเกิดการกระแทกอย่างรุนแรง จนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตดังกล่าว ส่วน อส.สุริยา พนักงานขับรถ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรักษาตัวที่ รพ.กระบี่