เจ็ตสกีเยาวชนแห่งชาติรุ่น 3-4 “เจ้าแชมป์” ไม่พลาดล่าทอง

เจ็ตสกีเยาวชนแห่งชาติรุ่น 3-4 “เจ้าแชมป์” ไม่พลาดล่าทอง อีกรุ่น “แฝดสายฟ้า” ชิงกันเอง ภาพรวม จ.ชลบุรี ยังคงมาแรง กรุงเทพฯ ผลงานโดดเด่นวันนี้

การแข่งขันเจ็ตสกีในกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 33 “ชุมพร-ระนองเกมส์” ชิงอีก 2 เหรียญทอง ในรุ่นที่ 3 และ 4 จากทั้งหมด 7 รุ่น

โดยในวันนี้ เป็นการแข่งขันเจ็ตสกียืน 9-12 ปี และเจ็ตสกียืน 13-15 ปี ผลการแข่งขันปรากฏว่า “เจ้าแชมป์” กษิดิศ ธีระประทีป แชมป์โลกเยาวชน ไม่พลาดคว้าเหรียญทองให้กรุงเทพมหานคร

และอีกรุ่น “แฝดสายฟ้า” 2 พี่น้องลูกชายแชมป์โลกโปรชื่อดัง โชคอุทิศ โมลี ตัดเชือกกันเอง ก่อนที่แฝดผู้น้อง ธนวินท์ เฉือนชนะไป สร้างผลงานให้ชลบุรีอย่างต่อเนื่อง

นายมนู อนันตชัยศิริ หัวหน้าสำนักงานสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ เปิดเผยว่า“การแข่งขันเจ็ตสกีในวันที่ 2 ได้ผู้ครองเหรียญทองอีก 2 รุ่น ส่วนบรรยาการการแข่งขันก็เป็นไปอย่างคึกคักและสู่สีกัน โดยเฉพาะในรุ่นเล็ก

ผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการมีดังนี้ รุ่นเจ็ตสกียืน ยามาฮ่า 13-15 ปี ชาย (Ski Yamaha 13-15 Standard) เหรียญทองตกเป็นของ “เจ้าแชมป์” กษิดิศ ธีระประทีป วัย 15 ปี แชมป์โลกเยาวชนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เหรียญเงิน นายนันทวัฒน์ สิงห์อุไร กรุงเทพมหานคร อายุ 15 ปี และเหรียญทองแดง ด.ช.ธีรภัทร มารัตน์ อายุ 13 ปี จังหวัดอุบลราชธานี กับ ด.ช.พชร หน่อเนื้อ อายุ 14 ปี จังหวัดสมุทรปราการ

รุ่นเจ็ตสกียืน ยามาฮ่า 9-12ปี (Ski Yamaha 9-12 Standard) เหรียญทอง เป็นของลูกชายสายเลือดแชมป์โลกโปร ชื่อดัง โชคอุทิศ โมลี ด.ช.ธนวิชญ์ โมลี อายุ 11 ปี จังหวัดชลบุรีแฝดคนน้องที่เฉือนชนะแฝดพี่ ทำให้เหรียญเงินตกเป็นของ ด.ช.ธนวินท์ โมลี อายุ 11 ปี จังหวัดชลบุรี ส่วนเหรียญทองแดง ด.ช.อคิน นิพัทธ์เจริญ อายุ 11 ปี กรุงเทพมหานคร และ ด.ช.นิพิฐพนธ์ คีตวรนาฏ อายุ 9 ปี กรุงเทพมหานคร

ส่วนเหรียญรางวัลรวม 4 รุ่นของกีฬาเจ็ตสกีนั้น จังหวัดชลบุรี ยังคงนำเป็นอันดับที่ 1 มี 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน ขณะที่กรุงเทพมหานครมาแรงในวันนี้ กวาดรวด 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง นำเป็นที่ 2 ของตาราง ส่วนอันดับที่ 3 สุพรรณบุรี มี 1 เหรียญทอง ซึ่งยังคงต้องลุ้นกันเต็มที่กับอีก 3 รุ่นที่เหลือในเกมส์ครั้งนี้”

เปิดใจ! “โรมัน กอนซาเลซ” หลังแพ้ครั้งแรกในชีวิต

“ช็อคโกลาติโต้” โรมัน กอนซาเลซ ยอดกำปั้นชาวนิการากัว ยังคงช็อกไม่หายกับการพ่ายแพ้ครั้งแรกในการชกมวยอาชีพ ที่มีต่อผู้ท้าชิง ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น ที่เมดิสันสแควร์ การ์เดน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา

ก่อนการชก กำปั้นชาวนิการากัว วัย 29 ปี เจ้าของสถิติแชมป์โลก 4 รุ่น ได้รับการยอมรับจากวงการมวยทั่วโลกว่าเป็นนักมวยที่ดีที่สุดในโลกจากทุกรุ่นการแข่งขัน และมีภาษีดีกว่า ผู้ท้าชิงชาวไทยมาก ชนิดที่อัตราต่อรองในร้านพนันถูกกฎหมายออกราคามาแบบห่างชั้นกันแบบสุดกู่

แต่เกมการชกไม่เป็นแบบที่หลายฝ่ายคิด เพราะเพียงแค่ยกแรก “เจ้าแหลม” ก็เป็นฝ่ายอัดขวาเข้าชายโครง ส่งร่างแชมป์ทรุดลงไปกองกับพื้น ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุถูกหัวชน ซึ่งทำให้ “ช็อคโกลาติโต้” ต้องเจอกับแผลที่หางคิ้วขวา ทำให้ตลอดการชกมันเป็นอุปสรรคในการมองเห็น และทำให้เจ้าตัวหยุดสถิติชนะรวดไว้ที่ 46 ไฟต์ ก่อนเพิ่มสถิติเป็นความพ่ายแพ้แทน

“มันเป็นการชกที่ดีไฟต์หนึ่ง ผมมีสภาพร่างกายที่ดี และสามารถยืนแลกหมัดได้ตลอดทั้ง 12 ยก แต่ก็อย่างที่เห็นมันเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากจริงๆ ผมต้องคอยเช็ดเลือดจากหางคิ้วขวา และพี่เลี้ยงต้องคอยห้ามเลือดในระหว่างพักยก ผมต้องขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้การชกเป็นไปด้วยดี”

“ผมไม่เห็นด้วยกับผลการตัดสิน แต่มันเป็นเกมกีฬา และผมก็ไม่มีปัญหาอะไร หากไม่ได้รีแมตช์กับนักชกชาวไทยอีกครั้ง ผมมีความสุขที่ได้กลับมายังประเทศของผม ผมจะได้พักผ่อนบ้าง ผมรู้ว่ามันเป็นการต่อสู้ที่ยากไฟต์หนึ่ง แต่ผมไม่เคยมีภาพในหัวเลยว่าผมจะเป็นฝ่ายปราชัยในครั้งนี้” โรมัน กอนซาเลซ กล่าว

ประเดิมซ้อมแดนซามูไร! “แข้งช้างศึก” ลั่นสู้เต็มที่ไม่มีกลัว

วันที่ 25 มีนาคม 2560 เวลา 16.00 น. เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย นำลูกทีมลงฝึกซ้อมอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่สนามแน็คไฟว์ เมืองไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น หลังเดินทางมาถึงและได้พักผ่อนหนึ่งวันเมื่อวานนี้

สำหรับการฝึกซ้อมเย็นวันนี้ เริ่มจากฟื้นฟูร่างกายตามปกติ ก่อนเน้นในเรื่องแท็คติก ทั้งเกมรุก-เกมรับ รวมถึงวางระบบการเล่น ท่ามกลางอุณหภูมิ 12 องศาเซลเซียส โดยให้สื่อมวลชนเก็บภาพได้เพียง 15 นาที และใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง

หลังการฝึกซ้อม เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวว่า “การฝึกซ้อมในวันนี้คงเป็นการฟื้นฟูร่างกายนักเตะเล็กน้อย หลังจากที่เดินทางมาเหนือย แต่ก็ได้พักมาเต็มแล้ว 1 วัน ก็จะลงรายละเอียดเรื่องของแท็กติกและวิธีการเล่นลงไปด้วยเนื่องจากมีเวลาในการเตรียมการเพียง 2-3 วันเท่านั้น”

“การเจอกับญี่ปุ่น แน่นอนว่าทุกทีมเป็นทีมที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่นักเตะทุกคนต้องทำคือห้ามกลัว การเล่นในระดับเอเชียจะต้องกลับตัวให้ไว ลืมความพ่ายแพ้จากนัดก่อนไปซะ ฟื้นตัวให้เร็ว และปรับตัวให้เร็ว ซึ่งการเดินทางมาญี่ปุ่นนั้นอาหารการกินไม่ต้องปรับมาก มีเพียงเรื่องอากาศ ซึ่งที่นี่ตอนเช้าประมาณ 4-5 องศา แต่หากได้ลงฝึกซ้อมออกเหงื่อ ร่างกายอบอุ่นขึ้นก็จะดีขึ้น”

หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวต่อว่า “เรื่องสภาพจิตใจของนักเตะนั้น ในเกมที่แล้วทุกคนรู้ดีว่าการเอาชนะทีมในระดับเอเชียไม่ใช่เรื่องง่าย เพียงแต่ทุกคนเคยชินกับชัยชนะเท่านั้น ก็บอกลูกทีมว่าความพ่ายแพ้วันนั้นไม่ได้เป็นการแพ้ทีมในระดับอาเซียน แต่เป็นการแพ้ทีมในระดับเอเชีย ซึ่งนักเตะในทีมทุกคนซ้อมเต็มที่ ต้องการชัยชนะยิ่งกว่าแฟนบอล ตนเองก็อยากได้ ดังนั้นในเวลาที่ท้อ ก็อยากให้แฟนบอลช่วยกันดึงกลับขึ้นมา”

“เกมกับญี่ปุ่นนั้นทุกคนยืนยันชัดว่าจะสู้อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องผลแพ้ชนะนั้นเป็นเรื่องของกีฬา แต่จะเล่นให้ดีที่สุดเพื่อให้ญี่ปุ่นเล่นได้ลำบากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนการต่อกรกับญี่ปุ่นนั้น โค้ชเฮง (วิทยา เลาหกุล) ได้เตรียมคำแนะนำและข้อมูลเอาไว้ให้แล้ว แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวของทีมไทยให้ดีที่สุดด้วย”

ฟุตบอลชายทีมชาติไทยชุดใหญ่มีโปรแกรมลงแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 3 กลุ่มบี นัดที่ 7 พบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น ที่สนามไซตามะ สเตเดี้ยม ในวันที่ 28 มีนาคม 2560 เวลา 17.35 น.

ลดแหลก! “ปืนใหญ่” เตรียมปล่อย “ซานเชซ” พ้นทีมหลังจบซีซั่น

อาร์เซน่อล สโมสรยักษ์ใหญ่ พรีเมียร์ลีก เตรียมที่จะขายสตาร์กองหน้าของเขาอย่าง อเล็กซิส ซานเชซ ออกไปในราคาเพียง 30 ล้านยูโร หากว่าเจ้าตัวไม่ยอมตกลงต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไป

ความสัมพันธ์ระหว่าง อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีม ปืนใหญ่ และ นักเตะทีมชาติ ชิลี นั้นถือว่าไม่สู้ดีนักในระยะหลัง ๆ นี้ ขณะเดียวกันสัญญาของทางสโมสรกับ ซานเชซ ก็เหลืออีกแค่เพียง 15 เดือนเท่านั้นจึงทำให้ อาร์เซน่อล น่าจะขายนักเตะรายนี้ออกไปเพื่อให้ได้เงินมาดีกว่าเสียไปฟรี ๆ ช่วงฤดูกาลหน้า

ซานเชซ นั้นตกเป็นข่าวที่จะย้ายไปร่วมทีมใหญ่ใน อิตาลี อย่าง ยูเวนตุส และ อินเตอร์ มิลาน อย่างไรก็ตามเป็นที่คาดกันว่ากองหน้าของ “ปืนใหญ่” รายนี้ต้องการค่าเหนื่อยอยู่ที่ 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว จึงทำยังไม่มีความแน่นอนเดียวกับอนาคตของเขาตอนนี้

ปืนใหญ่ นั้นจะได้ค่าตัวของตัวรุกชาว ชิลี อยู่ที่ 30 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนจะขาดทุนอยู่บ้างเนื่องจากพวกเขาซื้อ ซานเชซ มาจาก บาร์เซโลน่า ในราคา 35 ล้านปอนด์ด้วยกัน (ประมาณ 40 ล้านยูโร)

แต่กองหน้าวัย 28 ปี จะเหลือสัญญาอยู่กับทีมแค่อีกปีเดียวหลังจบฤดูกาลนี้เท่านั้น จึงทำให้ไม่มีทางเลือกที่จะขายออกไปในราคาถูก

ขณะที่ อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมของ ปืนใหญ่ ได้ออกมาพูดว่าจะไม่มีการพูดคุยเรื่องการต่อสัญญาของ เมซุต โอซิล และ ซานเชส จนกว่าจะจบฤดูกาลด้วยกัน “เมื่อเราไม่สามารถตกลงกันได้ตอนนี้ มันดีกว่าที่จะนั่งลงแล้วพุดคุยกันใหม่ในช่วงซัมเมอร์แทน” กุนซือ อาร์เซน่อล กล่าว

คอลัมนิสต์ฝรั่งของ ESPN วิเคราะห์ : เกม “ไทย” แพ้ “ซาอุฯ” คาบ้าน 0-3

ทีมไทยที่เล่นได้น่าเบื่อหน่ายและเอื่อยเฉื่อยเหลือเกิน เปิดบ้านแพ้ทีมชาติซาอุฯอย่างน่าผิดหวัง 0-3 เป็นเพราะแนวรับที่อ่อนแอของพวกเขาอีกครั้ง(ซ้ำเเล้วซ้ำเล่า) เกิดขึ้นอีกเเล้วในบอลโลกรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย กลุ่มบี

ลูกทีมของโค้ชเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จ่ายบทเรียนที่เเสนแพงด้วยการออกสตาร์ทเริ่มเกม เพียงเพราะพวกเขาไม่สามารถหยุดความอันตรายของหัวหอกซาอุฯอย่าง เอล ซาลาวี่ ลงได้ ในทางกลับกัน ความหวังที่จะได้ผลเสมอเป็นอย่างน้อยกลับต้องฝันสลายเมื่อธนบูรณ์ เกษารัตน์ สกัดพลาดเข้าประตูตัวเองในช่วงท้ายเกม และซ้ำร้ายไทยมาเสียประตูเพิ่มอีกครั้งจากซัลมาน ซูซาว่า ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งผลให้ทีมไทยนอนอยู่ก้นตารางคะแนนแบบไม่ฟื้น โดยมีเพียงเเต้มเดียวจากการลงเล่นไปแล้วทั้งหมด 6 นัด

โค้ชซิโก้เซ็ตรูปแบบของทีมเหมือนอย่างเคย กล่าวคือ มีกองกลางตัวรุกส่วนใหญ่ถึง 3 คนและตามด้วยกองหน้าอีก 2 ไทยเปิดหัวด้วยระบบ 3-5-2 แบบที่ยืดหยุ่นได้ โดยให้ทริสตอง โดและธีราทร เป็นตัวสนับสนุนการบุกจากด้านข้าง
แต่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่ไทยต้องการในครึ่งแรก โค้ชเกียรติศักดิ์จึงเเก้เกมด้วยการส่งพีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา มิดฟิลด์ทางฝั่งซ้ายลงมาเเทนประชุม ชูทอง กองหลัง ในขณะที่ถอยเอาธีราทรลงไปยืนในแนวหลังแบบสามกองหลัง

เกมของไทยมีการพัฒนาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดภายหลังที่พีระพัฒน์ลงมา ทีมไทยมีโอกาสสร้างการเข้าทำได้มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็พลาดการเบิกสกอร์ไปทั้งหมด พีระพัฒน์เองยิงออกแบบไม่ได้ลุ้น ในอีก 10 นาทีที่เหลือ นี่คือสิ่งที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า วันนี้ไม่ใช่วันของพวกเขา และ 2 ประตูที่พวกเขาเสียในช่วงท้ายเกมก็ทำให้ค่ำคืนที่ราชมังคลาฯจบลงอย่างโหดร้าย

นี่คือ 3 สิ่งที่ผมเห็น ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

1. กองหลังฝันกลางวันของไทยยังคงเป็นปัญหาไม่เลิก

ในขณะที่เกมนี้ผู้ตัดสินลงทำหน้าที่ได้อย่างดีมาก ผมอาจพูดได้ว่าดีที่สุดเลย โดยเฉพาะในครึ่งแรก แต่สิ่งที่ทำให้ทีมไทยแพ้ในหนนี้มาจากความอ่อนแอของแผงหลังของพวกเขาเองเหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา

สัญญาณเตือนจากผู้มาเยือนอย่างซาอุฯ แสดงให้เราได้เห็นภายในเเค่ 9 นาที เมื่อพวกเขาขึ้นบอลทางขวาและสลัดหลุดจากการเข้าสกัดของนักเตะไทย แต่อดิศร พรหมรักษ์ ก็ยังมาช่วยเคลียร์ลูกผ่านตัดหลังของ ทาเซอร์ อัล จัสซิม ได้สำเร็จชนิดที่ว่าน่าหวาดเสียวเสียเหลือเกิน
นาทีที่ 23 ด้วยการเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาดของผู้มาเยือน ส่งผลให้นาวาฟ อัล อาบิดได้มีโอกาสส่องประตู แม้เจ้าตัวจะทำได้ไม่ดีนักเพราะยิงหลุดกรอบออกไปเยอะ

ทีมซาอุฯยังคงตั้งใจบุกอย่างต่อเนื่องและมาทำได้สำเร็จในนาทีที่ 25 เมื่อบอลถูกยกผ่านแผงกองหลังไทยอย่างง่ายดายจากนาวาฟ ข้ามแนวศรีษะของนักเตะไทยทั้งหมด และเป็นอัล ซาลาวี่ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีใครขัดขวาง เจ้าตัวดึงบอลลงได้และยิงผ่านกวินทร์ นายทวารเจ้าถิ่นในระยะเเค่ไม่กี่หลา ส่งผลให้ผู้มาเยือนออกนำในที่สุด

ก่อนหมดครึ่งแรกไม่กี่นาที ยอสเซอร์ อัล ชารามนี่ สอดขึ้นมาทางฝั่งขวาและยิงตามน้ำลูกเปิดจากลูกตั้งเตะ เเต่บอลดันผ่านเข้าข้างประตูไปอย่างน่าหวาดเสียว นี่เป็นอีกครั้งที่นักเตะไทยเสียสมาธิให้เห็น และไม่มีใครมองเห็นการเคลื่อนที่ของนักเตะซาอุฯผ่านฟูลแบ็กพวกเขาไป

ผมไม่อาจตำหนิทั้ง 2 ลูกสุดท้ายที่ไทยเสียในช่วงท้ายเกมได้ แน่นอนบอลโลกสำหรับทีมไทยจบลงเเล้ว และมันเป็นผลมาจากการขาดสมาธิ ครั้งเเล้วครั้งเล่าของนักเตะไทยเองนั่นเเหละ

ในขณะที่ฟอร์มการเล่นของนักเตะไทยกำลังดีขึ้นเรื่อยๆในช่วงครึ่งหลัง ทีมไทยเริ่มสร้างความยากลำบากให้ผู้มาเยือนได้ดี ผมอยากบอกว่า ถ้าพวกเขาอยากจะขึ้นมาเป็นทีมหัวแถวของเอเชีย พวกเขาต้องเลิกเสียประตูง่ายๆ(จากการเหม่อ-ฝันกลางวัน) เหมือนอย่างที่ผ่านๆมา
2. กรรมการยังคงเป็นประเด็นที่ไทยกล่าวอ้างเหมือนเคย

ทีมไทยยังคงหวดระเเวงและอยู่ในขั้นวิตกจริตเกี่ยวกับกรรมการ เพราะในเกมเเรกจากการตัดสินที่พวกเขาว่ากันว่าไม่ค่อยยุติธรรมสำหรับพวกเขาเท่าไร เพราะครั้งนั้นที่กรุงริยาด ไทยเองคิดว่าพวกเขาสมควรได้ถึง 2 จุดโทษซึ่งพวกเขาไม่ได้รับมัน และกลับเป็นทีมซาอุฯที่ได้จุดโทษที่พวกเขาไม่ควรจะได้

โค้ชเกียรติศักดิ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเกมถึงความเหมาะสมในการที่ เอเอฟซี เลือกใช้ผู้ตัดสินจากประเทศบาห์เรนลงทำหน้าที่ในเกมในวันนี้ แน่นอน ฮัสซัน อับราฮีม อัปดุลนาบี้ เอง มาจากตะวันออกกลาง ภูมิภาคเดียวกับผู้มาเยือน โดยที่เกียรติศักดิ์เองพูดดักคอไว้เเต่เนิ่นๆว่า อยากให้จับตาดูการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินในวันนี้เป็นพิเศษ และหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบในเกมเเรกเกิดขึ้นกับไทย

การตัดสินที่ค้านสายตาเกิดขึ้นใน 7 นาทีเเรก เมื่อชนาธิป สรงกระสินธ์ ถูกสกัดหนักจากทางฝั่งซ้าย ในขณะที่อับดุลนาบี้เองปล่อยให้เกมเดินต่อ ส่งผลให้แฟนบอลเจ้าถิ่นส่งเสียงโห่เป็นหนเเรก

แฟนบอลเจ้าถิ่นยังคงผิดหวังต่อ เมื่อในนาทีที่ 20 โอมาร์ ออสมาน ล้มลงดื้อๆจากการเข้าสกัดแบบผิวเผินของธีรศิลป์ แดงดา แน่นอนกรรมการจากบาห์เรนให้ซาอุฯได้ฟาวล์

เปาจากบาห์เรนเป่าฟาวล์อีกครั้งในนาทีที่ 31 จากการเข้าสกัดของธีรศิลป์คนเดิมซึ่งทำให้ อับดุลมาลัก อัล คาบี้ ล้มลง
เสียงนกหวีตดังขึ้นอีกครั้ง และเป็นไทยที่เสียประโยชน์ เมื่อชนาธิป ผ่านบอลอย่างสวยงามให้ธีรศิลป์ซึ่งกำลังสปีดหนีโมทาด ฮาวซาวี่ก่อนที่รายหลังจะล้มลง โดยช็อตดังกล่าวหากธีรศิลป์สามารถผ่านทะลุเข้าไปได้ เขาจะได้ดวลตัวต่อตัวกับผู้รักษาประตูซาอุฯ แต่ครั้งนั้นกรรมการเห็นว่าศูนย์หน้าจากไทยทำฟาวล์เสียก่อน แฟนบอลเจ้าถิ่นมอบเสียงโห่ให้อีกครั้ง

กรรมการยังคงอยู่ในการจับตาของบรรดาแฟนบอลเจ้าถิ่นต่อเนื่อง เมื่อเจ้าตัวจัดการควักใบเหลืองแรกมอบให้ธีราทรจากการเข้าสกัดนาวาฟ ซึ่งนี่คือการสกัดครั้งแรกของเขา เสียงโห่ดังก้องสนามราชมังฯกดดันให้กรรมการต้องทบทวนการทำหน้าที่ในวันนี้

เเต่ความน่าโมโหก็เปลี่ยนไปในครึ่งหลัง เมื่อทีมไทยเริ่มเล่นได้ดีขึ้นและเริ่มฉายเเววว่ากรรมการเองจะปล่อยเกมให้ไหลลื่นมากขึ้น (หรืออาจเป่าได้ตรงใจแฟนบอลของพวกเขา) ไทยเองดูมีโอกาสจะแก้ตัวเเละทำประตูทีมซาอุฯได้มาก บางทีในขณะที่ทุกคนมองเห็นว่านักเตะไทยทำได้ไม่ดีนักในครึ่งแรกและทำได้ดีในครึ่งหลัง (อาจไม่ได้มาจากกรรมการทั้งหมด) ทีมช้างศึกเองต้องกลับมาทบทวนและพยายามทำให้ดีให้มากขึ้น(แทนที่จะพูดเรื่องกรรมการ) ทำให้ได้ก่อนออกไปเยือนทีมญี่ปุ่นในสัปดาห์หน้าหากพวกเขาหวังจะมีเเต้มกลับมา

3. สิโรจน์ยังคงฉายเเววเด่นให้เห็น

กองหน้าร่างยักษ์ของทีมอย่าง สิโรจน์ ฉัตรทอง เเสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาพร้อมอย่างมากในการต่อสู้กับทีมซาอุฯหนนี้ เมื่อต้นเกมเจ้าตัวปั่นหัวฮาวซาวี่ ชนิดหัวหมุน และเขาสามารถพาบอลผ่านกองหลังของซาอุฯมากถึง 2 คนทะลุเข้าเขตโทษได้สำเร็จ ก่อนที่บอลจะหลุดเส้นหลังไปเพียงนิดเดียว

นาทีที่ 12 เจ้าตัวเรียกลูกเตะมุมให้ทีมได้สำเร็จ เมื่อสลัดผ่านเเนวรับผู้มาเยือน ก่อนจะเป็นออสเเมนมาสกัดไว้ในช่วงสุดท้าย
หลังจากเกมที่เงียบและตื้อ เจ้าตัวยังคงสร้างสีสันให้ทีมและเล่นแบบเเรงไม่หยุด ชนิดเป็นตัวอันตรายของทีม ครั้งนี้เขาผ่านบอลสวยๆให้ชนาธิป ซึ่งอยู่ในหน้ากรอบเขตโทษ น่าเสียดายที่ชนาธิปเองกลับยิงเบาเเบบเหลือเชื่อ ส่งผลให้โอกาสการได้ประตูของเจ้าถิ่นแทบไม่มี

สิโรจน์เกือบทำสำเร็จเมื่อเขาได้บอลจากธีรศิลป์ ก่อนที่เจ้าตัวจะปั่นโค้งในระยะ 16 หลา เหมือนที่เขาเคยยิงในลักษณะนี้และทำได้ในเกมกับอินโดนีเซีย รอบชิงฯในรายการเอเอฟเอฟปีที่เเล้ว น่าเสียดาย ที่ลูกนั่นหลุดออกเสาไปนิดเดียว

ภัยคุกคามที่น่ากลัวสำหรับผู้มาเยือนอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวยังคงสร้างโอกาสให้ไทยต่อเนื่อง และหนนี้พีระพัฒน์ได้ยิงชนิดน่าจะได้ลุ้นในระยะใกล้ที่สุด แต่เจ้าตัวกลับส่องข้ามคานชนิดไม่ได้ลุ้น สิโรจน์เองมีประสิทธิภาพอย่างมากในการเข้าหาบอลและไปกับบอล แต่สิ่งที่พลาดนั่นคือทีมไทยไม่มีผู้เล่นที่จะมาเชื่อมกันกับเขา และดูเหมือนว่าในหลายครั้งตัวเขาเองจะพาบอลมุ่งหน้าไปในพื้นที่ๆเล่นยากเสมอ

และเป็นโค้ชเกียรติศักดิ์ซึ่งเลือกให้อดิศักดิ์ ไกรษรลงมาทำหน้าที่เเทนในนาทีที่ 68

สิโรจน์เองไม่อาจตอบโจทย์ในการทำประตูสำหรับไทยได้ดีพอ และดูเหมือนว่าเขาอาจไม่ค่อยสมบูรณ์มากนักที่จะเพิ่มมิติการเข้าทำให้แก่ทีมไทย (เมอร์ฟี่เองมองว่าควรต้องมีคนมาช่วยประสานหรือช่วยสิโรจน์ให้มากกว่านี้ หรือไม่ก็อาจเทรนสิโรจน์ให้เป็นเพชฌฆาตศูนย์หน้าให้มากขึ้น คือเน้นจบสกอร์ไปเลย ไม่เน้นลงมาเอาบอล พาไปเลี้ยง พาไปปะทะ ลากเข้าพื้นที่ๆเล่นยากและทีมไม่ได้เปรียบ)

ทีมไทยกำลังต้องการ “อะไรบางอย่างที่เเตกต่าง” ก่อนที่รายการเเข่งขันนี้จะสร้างบาดแผลให้พวกเขามากกว่านี้

ทีมชาติไทยต้องอยู่กับ “ความจริง”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเชื่อว่าแฟนฟุตบอลไทยหลายคนคงผิดหวังกับเกมที่เจอกับ “ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย” คาบ้าน 0-3 ไม่น้อย เพราะโอกาสในการลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟในฐานะทีมอันดับ 3 ของกลุ่มริบหรี่เหลือเกินกับ 1 แต้มจาก 6 นัดแม้ว่าจะเหลือเกมในมืออีก 4 นัดก็ตาม เพราะตามหลักทฤษฎีเราต้องชนะรวดในเกมที่เหลือละลุ้นอย่าให้ “ทีมชาติออสเตรเลีย” ชนะได้เป็นอันขาด

แน่นอนว่า เกมนี้ขุนพลช้างศึกทำเต็มที่แล้วแต่ผู้มาเยือนทำได้ดีกว่า ยิ่งความได้เปรียบก่อนลงสนามเรื่องของรูปร่างและทักษะที่เหนือกว่าซึ่งส่งเกตได้ในเกมว่ามีหลายครั้งที่นักเตะคู่แข่งพยายามใช้เกมโยนยาวบอมบ์เข้าใส่กรอบเขตโทษของไทย อย่างลูกแรกที่เสียก็มาจากลูกโยนเข้ามา ลูกที่สองก็เป็นการผ่านบอลเข้ามาจากริมเส้น และลูกทีมสามมาจากจังหวะสวนกลับเร็ว

มาถึงตรงนี้คงต้องยอมรับ “ความจริง” ว่าขุนพลช้างศึกของเราในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาขึ้นมาจนเหนือกว่าระดับภูมิภาค “อาเซียน” พอสมควร แต่ถ้าในระดับทวีป ถือว่ายังเป็นรองหลายๆทีมไม่ว่าจากเอเชียตะวันออกอย่าง “ญี่ปุ่น” หรือ “เกาหลีใต้” รวมถึงบรรดาทีมจากตะวันออกกลางทั้งหลาย

ดังนั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนโยบายของนายกสมาคม “พล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆมากมากนับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรรดานักเตะเยาวชนหรือดาวรุ่งที่จะขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติในยุคต่อไป

เพราะฟุตบอลถึงโค้ชจะเก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถบันดาลชัยชนะให้ได้ตลอดด้วยเหตุผลที่ว่า “เกมลูกหนัง” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องโค้ชเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหมายถึง “ทักษะ” “ความสามารถ” “ฝีเท้า” ที่ขึ้นอยู่กับนักเตะภายในทีม รวมทั้ง “การเล่นเป็นทีม” “ความเข้าใจกันของนักเตะ” ซึ่งมีความแตกต่างกัน นักเตะแต่ละคนมาจากต่างสโมสรต่างที่ ไม่ได้เล่นฟุตบอลทีมเดียวกันทุกวัน

ไม่นับปัจจัยอื่นที่ใกล้เข้ามาหน่อย อย่าง “สภาพความฟิต” ก่อนเกม หรือนักเตะบางคนเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่นักเตะคู่แข่งกำลังอยู่ในช่วงฟิตสุดๆ ดังนั้นศักยภาพของนักเตะที่ออกมาในสนามก็ไม่เหมือนกันซึ่งบางทีปัจจัยบางอย่างก็อาจจะทำให้ทีมที่เป็นรองกว่าพลิกล็อกล้มยักษ์ได้เหมือนกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนปัจจัยภายนอก เรื่องของ “ดิน ฟ้า อากาศ” หรือ “ผู้ตัดสิน” ก็มีส่วนได้ในบางครั้ง ทำให้ต่อจากนี้คงต้องมองถึงการพัฒนานักเตะที่กำลังจะขึ้นมาเพื่อความยั่งยืน คงมาหวังรอประเภท “นักเตะฟ้าประทาน” หรือพวก “อัจริยะลูกหนัง” ที่จะขึ้นมานานทีปีหนเหมือนสมัยก่อนก็คงไม่ได้

สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการสร้าง “นักเตะรุ่นใหม่ๆที่จะขึ้นมา” ให้พร้อมที่สุด ดีที่สุดเพื่อจะก้าวขึ้นไปต่อกรกับคู่แข่งในระดับที่สูงกว่าอย่างทวีปหรือความฝันที่จะขึ้นไปในระดับโลก ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้

ถ้าจำกันได้ เกมแรกที่เราไปเยือน “ซาอุดิอาระเบีย” เกมนั้นขุนพลทีมชาติไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนเกือบได้ผลเสมอกลับไป ถ้าไม่เจอพิษของผู้ตัดสินชาวจีน “หม่า หมิง” ซะก่อน หรือในรอบก่อนหน้านี้เราเคยตีเสมอซาอุหลังจากถูกนำไปก่อนสองลูกจนผลการแข่งขันออกมา 2-2 มาแล้ว นั้นคงเป็นอีกเหตุผลที่นักเตะเศรษฐีน้ำมันเล่นกับเราแบบไม่มีประมาทและเชื่อว่าเตรียมตัวมาดีก่อนเกมแน่

สุดท้ายเกมของทีมชาติไทยล่าสุดที่แพ้ ก็คงโทษใครไม่ได้เพราะภาพที่เห็นคือ “ความจริง” สิ่งที่ทำได้ต่อจากนี้คือ “ยอมรับ” และ เตรียมตัวสำหรับนัดต่อไปกับ “ทีมชาติญี่ปุ่น” ในสัปดาห์หน้าให้ดีที่สุดก็เท่านั้นเอง

เหลืออีกวันเดียว! ส.บอลออกจดหมายจี้สปอร์ตฮีโร่เร่งทำตามเงื่อนไข

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้ออกหนังสือแจ้งให้บริษัทสปอร์ตฮีโร่ เร่งดำเนินการสัญญาตามข้อตกลงเดิมเรื่องการแก้ไขหรือลงนามในสัญญาว่าจ้างการดูแลทีมชาติชุดใหญ่ ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ก็เตรียมหากุนซือคนใหม่ก่อนถึงศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกต่อไป

สำหรับ บ.สปอร์ตฮีโร่ และ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ได้หมดสัญญากับ สมาคมกีฬาฟุตบอล ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันฝ่ายกฏหมายของสมาคมฯ ได้ยื่นร่างสัญญาให้กับทาง บ.สปอร์ตฮีโร่ ทว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ แม้ทางฝ่ายกุนซือช้างศึกจะแสดงความต้องการคุมทีมชาติไทยชุดใหญ่ต่อไปก็ตาม

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สมาคมกีฬาฟุตบอล แห่งประเทศไทยฯ เพิ่งออกมาชี้แจงถึงสัญญาว่าจ้างหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยกับบริษัทสปอร์ตฮีโร่ จำกัด ว่าต้องการให้ได้ข้อสรุปภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ โดยร่างแถลงการณ์มีรายละเอียดดังนี้

เรียน ฝ่ายกฎหมาย บริษัท สปอร์ตฮีโร่

“ตามที่ ทางบริษัท สปอร์ตฮีโร่ ได้ส่งร่างแก้ไขสัญญา จากร่างเดิมที่ทางสมาคมฯ ได้ส่งให้ผ่านทางฝ่ายกฏหมาย ขอเรียนว่าสมาคมในฐานะผู้ว่าจ้างขอยืนยันให้ท่านในฐานะผู้รับจ้างปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อเสนอของสมาคมอย่างเคร่งครัด อันเป็นความชอบธรรมและเป็นธรรมในการรับผิดชอบต่อกันทางแพ่ง และด้านภาษีที่แต่ละฝ่ายควรปฏิบัติ“

“ทั้งนี้ หากทำตามที่ท่านเสนอแนะจะทำให้สมาคมฯเกิดความรับผิดชอบในทางกฏหมายและภาษีในภายหลัง จึงขอยืนยันให้ท่านปฏิบัติตามร่างสัญญาของสมาคม ภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นทางสมาคมจะถือว่าท่านปฏิเสธที่จะเข้าทำสัญญากับสมาคม และถือว่าเป็นความชอบธรรมของสมาคมที่จะยกเลิกการเจรจาในครั้งนี้“

“ซลาตัน” ซัดเบิ้ล! “แมนฯ ยูไนเต็ด” เฉือนหืด “เซาธ์แฮมป์ตัน” 3-2

การแข่งขันฟุตบอลอีเอฟแอล คัพ หรือ ลีก คัพ 2016-17 ของอังกฤษ ที่สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน แมนฯ ยูไนเต็ด พบ เซาธ์แฮมป์ตัน ซึ่งเป็นทีมจากพรีเมียร์ลีกทั้งคู่

นาทีที่ 19 แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ประตูขึ้นนำก่อน จากการยิงฟรีคิก 30 หลา ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยิงข้ามกำแพงบอลลอยผ่านมือ เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ นายด่านเซาธ์แฮมป์ตันเข้าไปอย่างสวยงาม

นาทีที่ 32 เซาธ์แฮมป์ตัน มีลุ้นตีเสมอ ดูซาน ทาดิช ได้ยิงเหน่งๆด้วยซ้ายข้างถนัดบริเวณกรอบเขตโทษ แต่ ดาบิด เด เกอา ล้มตัวป้องกันไว้ได้

นาที 38 มาร์กอส โรโฮ เติมมาทางซ้ายก่อนจ่ายให้ เจสซี่ ลินการ์ด จับหนึ่งจังหวะในเขตโทษ ก่อนแปเสียบเสาสองไปง่ายๆ แมนฯ ยูไนเต็ด ทิ้งห่างเป็น 2-0

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นักบุญได้ประตูไล่มา 1-2 เจมส์ วอร์ด-พราวส์ ไหลจากด้านขวามาหน้าประตู มาโนโล่ กับเบียดินี่ วิ่งมาชาร์จบอลลอดขา เด เกอา เข้าประตูไป

หมด 45 นาทีแรก แมนฯ ยูไนเต็ด นำ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-1

เริ่มครึ่งหลังได้แค่ 3 นาที นักบุญตีเสมอ 2-2 ได้สำเร็จ กับเบียดินี่ ได้ตวัดยิงในเขตโทษด้วยซ้าย บอลเสียบมุมเข้าประตูไป

นาที 87 ปีศาจแดงได้ประตูขึ้นนำ 3-2 จากจังหวะสวนกลับ อิบราฮิโมวิช ได้โขกโล่งๆจากลูกครอสเข้ามาจากด้านขวาโดยอันเดร์ เอร์เรร่า บอลแสกหน้า ฟอร์สเตอร์ ตุงตาข่าย

หมดเวลาการแข่งขัน แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน ไปอย่างสุดมันส์ 3-2 คว้าแชมป์อีเอฟแอล คัพ 2016-17 ไปครอง และเป็นสมัยที่ 5 ของสโมสรในรายการนี้

สุดมันส์! “บุรีรัมย์” ไม่ท้อตามหลัง 0-2 ไล่ตีเจ๊า “ชลบุรี” 2-2

 

เปิดเกมมา 7 นาที เจ้าบ้านเกือบได้ประตูออกนำ จากลูกโยนริมเส้นฝั่งขวาของ บดินทร์ ผาลา บอลแฉลบแนวรับทีมเยือนจะเสียบใต้คาน แต่ ชนินทร์ แซ่เอียะ โดดปัดออกหลังได้ทัน

นาทีต่อมา “ฉลามชล” ได้โอกาสโต้กลับเร็ว ปรินซ์ อัมปองซ่า ได้โอกาสสับไกยิงหน้าเขตโทษแต่ก็ยังไม่ผ่านมือ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน

นาทีที่ 16 ทีมเยือนพลาดได้ประตูอย่างน่าเสียดาย ปรินซ์ อัมปองซ่า ได้หลุดเข้าไปซัดเสียบเสาเข้าไป แต่ผู้ตัดสินไม่เห็นประตูเนื่องจากมองว่า อัมปองซ่า ไปทำฟาวล์ กรวิทย์ นามวิเศษ ในจังหวะก่อนหน้า

นาทีที่ 27 เจ้าถิ่นได้ลุ้นจากลูกเตะมุม จักรพันธ์ แก้วพรม เปิดโด่งไปในเขตโทษ โซลวี่ ออตเตเซ่น เทกตัวโหม่งไม่ดีบอลหลุดกรอบออกไป

นาทีที่ 28 ทีมเยือนเกือบได้เช่นกัน ปรินซ์ อัมปองซ่า ได้ส่องไกลระยะ 20 หลา บอลพุ่งย้อยจะเสียบใต้คานอยู่แล้ว แต่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน โดดถอยไปปัดออกหลังได้ปลายมือ

นาทีที่ 40 ณรงค์ จันทร์เสวก แทงบอลทะลุช่องให้ นูรูล ศรียานเก็ม หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปล็อกหลบ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนซัดเข้าไปง่ายๆ ชลบุรี เอฟซี ขึ้นนำ 1-0

นาทีที่ 43 จากบอลยาว อันเดร หลุยส์ โขกต่อให้ ปรินซ์ อัมปองซ่า หลุดเข้าไปซัดด้วยขวาบอลพุ่งผ่านตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ชนโคนเสาไปเข้าทาง นูรูล ศรียานเก็ม ซัดแบบไม่ต้องจับเสียบเสาเข้าไป ชลบุรี เอฟซี หนีเป็น 2-0 พร้อมกับจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาทีที่ 52 “ปราสาทสายฟ้า” ได้ลูกฟรีคิกริมเส้นฝั่งซ้าย กรกช วิริยอุดมศิริ เปิดโค้งไปหน้าประตู โซลวี่ ออตเตเซ่น ได้โขกเต็มหัวแต่บอลไปตรงตัว ชนินทร์ แซ่เอียะ

นาทีที่ 75 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เจ้าถิ่นมาได้ประตูตีไข่แตก 1-2 จากจังหวะที่ จักรพันธ์ แก้วพรม เปิดบอลโด่งจากริมเส้นฝั่งซ้ายเข้าไปในเขตโทษ แจ๊คสัน “ชาช่า” โคเอลโญ่ วอลเลย์ไม่ต้องจับบอลไปตรงตัว ชนินทร์ แซ่เอียะ แต่นายด่านทีมเยือนรับไม่ดีทำหลุดมือเข้าประตู

นาทีที่ 78 เจ้าถิ่นโหมบุกหนักและมาได้ลูกเตะมุมฝั่งขวา กรกช วิริยอุดมศิริ เปิดโค้งไปหน้าประตู โซลวี่ ออตเตเซ่น โหม่งกดลงพื้นตุงตาข่ายไม่เหลือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตีเสมอเป็น 2-2

จบเกม “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านไล่ตีเสมอ “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี ไปได้แบบสุดตื่นเต้น 2-2 แบ่งกันไปทีมละหนึ่งแต้ม

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (3-4-2-1) : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน – กรวิทย์ นามวิเศษ, โซลวี่ ออตเตเซ่น, ชิติพัทธ์ แทนกลาง – โก ซุลกิ, รัตนากร ใหม่คามิ – กรกช วิริยอุดมศิริ, สุเชาว์ นุชนุ่ม, จักรพันธ์ แก้วพรม, บดินทร์ ผาลา – แจ๊คสัน “ชาช่า” โคเอลโญ่
ชลบุรี เอฟซี (4-4-2) : ชนินทร์ แซ่เอียะ – นพนนท์ คชหลายุกต์, อลงกรณ์ ปทุมวงศ์, ชลทิตย์ จันทคาม, โฟเด้ ดิอาเกเต้ – เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, เรียวทาโร่ นากาโนะ, ณรงค์ จันทร์เสวก, นูรูล ศรียานเก็ม – อันเดร หลุยส์, ปรินซ์ อัมปองซ่า

ต้านไม่ไหว! “ค้างคาวไฟ” บุกพ่าย “เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี” 0-3 ร่วงเพลย์ออฟ ACL

การแข่งขันฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก 2017 รอบเพลย์ออฟ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ทีมแกร่งของจีนเปิดบ้านพบ สุโขทัย เอฟซี แชมป์ร่วมฟุตบอลถ้วยช้าง เอฟเอ คัพ 2016 จากไทย

เริ่มเกมมา 10 นาทีเป็นเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ครองเกมบุกได้มากกว่าแต่ยังไม่สามารถเจาะสุโขทัยได้

นาทีที่ 14 ก้องนธีชัย ตัดบอลได้บริเวณครึ่งสนามก่อนจะพาบอลไปแล้วซัดด้วยซ้าย บอลหลุดเสาออกไปนิดเดียว

ครึ่งชั่วโมงผ่านไปยังไม่มีจังหวะหวาดเสียวอะไรเพิ่มเติมยังคงเสมอ 0-0
นาทีที่ 34 โอดิล อาห์เมดอฟ พาบอลขึ้นมาจากครึ่งสนามก่อนจะจ่ายทะลุช่องให้ ออสการ์ หลุดมาซัดด้วยขวา บอลผ่านตัว ไพโรจน์ เอี่ยมมาก ไป เซี่ยงไฮ้ ขึ้นนำ 1-0

จากนั้นอีก 5 นาที กองเชียร์เจ้าถิ่นได้เฮอีกครั้ง ฮัล์ค พาบอลมาจากบริเวณฝั่งซ้ายก่อนจะเปิดยัดเข้ามาในเขตโทษ บอลชุลมุนก่อนจะเป็น เอลเคสัน ตอกส้นเข้าไป เซี่ยงไฮ้นำห่าง 2-0

นาทีที่ 44 สุโขทัย เอฟซี เปลี่ยนตัวคนแรก เอา ฮิโรมิชิ คาตาโนะ ที่มีอาการบาดเจ็บออกและส่ง วีระศักดิ์ กายสิทธิ์ ลงไปแทน

จากนั้นไม่มีประตูเพิ่ม จบครึ่งแรก เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี นำ สุโขทัย เอฟซี 2-0
กลับมาสู้กันต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 47 หวัง เฉิ่น เฉา เปิดบอลจากกราบขวามาในเขตโทษก่อนที่เอลเคสันจะโชว์เหนือกระโดดดีดลูกส้น แต่ครั้งนี้ ไพโรจน์ เอี่ยมมาก โชว์ซูเปอร์เซฟไว้ได้

เจ้าถิ่นยังคงกดดันหนักอย่างต่อเนื่อง และนาทีที่ 58 เกียรติศักดิ์ ธูปขุนทด ก็สกัดบอลพลาดเข้าประตูตัวเองไห้ เซี่ยงไฮ้ นำห่างเป็น 3-0

นาทีที่ 65 สุโขทัยแก้เกมเปลี่ยนตัวเอา ก้องนธีชัย ออกก่อนส่ง พิชิตย์ ใจบุญ ลงมาแทน

นาทีที่ 75 สุโขทัย ต่อบอลบุกขึ้นมาบ้าง ก่อนได้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ หลัง บาจโจ้ โดนทำฟาวล์ แต่ ปิยะราษฎร์ ลาจังหรีด ซัดไปเข้ามือนายทวารเจ้าถิ่น
กลับมาสู้กันต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 47 หวัง เฉิ่น เฉา เปิดบอลจากกราบขวามาในเขตโทษก่อนที่เอลเคสันจะโชว์เหนือกระโดดดีดลูกส้น แต่ครั้งนี้ ไพโรจน์ เอี่ยมมาก โชว์ซูเปอร์เซฟไว้ได้

เจ้าถิ่นยังคงกดดันหนักอย่างต่อเนื่อง และนาทีที่ 58 เกียรติศักดิ์ ธูปขุนทด ก็สกัดบอลพลาดเข้าประตูตัวเองไห้ เซี่ยงไฮ้ นำห่างเป็น 3-0

นาทีที่ 65 สุโขทัยแก้เกมเปลี่ยนตัวเอา ก้องนธีชัย ออกก่อนส่ง พิชิตย์ ใจบุญ ลงมาแทน

นาทีที่ 75 สุโขทัย ต่อบอลบุกขึ้นมาบ้าง ก่อนได้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ หลัง บาจโจ้ โดนทำฟาวล์ แต่ ปิยะราษฎร์ ลาจังหรีด ซัดไปเข้ามือนายทวารเจ้าถิ่น
เวลาที่เหลือ ไม่มีทีมใดทำประตูเพิ่มได้ ครบ 90 นาที เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ชนะ สุโขทัย เอฟซี 3-0 ผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม 32 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ