ชาวเน็ตเสียงแตก แชร์ภาพสนั่น ไม่ให้คนเมาขึ้นรถไฟใต้ดิน

โลกออนไลน์ถกเถียงประเด็น จนท.ไม่อนุญาตให้ชายคล้ายมึนเมาขึ้นโดยสารรถไฟใต้ดิน บ้างก็เห็นใจ บ้างก็เห็นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่ง กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เนื่องจากชายคนหนึ่งกำลังโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่สถานี ที่ไม่อนุญาตให้ขึ้นโดยสารเพราะมีอาการมึนเมา ทั้งที่อีกฝ่ายก็ประกาศเจตนารมย์ว่า เลือกใช้รถสาธารณะเพราะไม่อยากเมาแล้วขับ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กคุณ Chaiwat Chantasakuldetch ได้โพสต์ข้อความดังกล่าวและถูกแชร์ต่อไปเป็นวงกว้าง ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่ง พบเห็นชายคนหนึ่งกำลังเถียงอยู่กับเจ้าหน้าที่สถานี เนื่องจากถูกห้ามขึ้นโดยสารเพราะว่าเมาสุรา

เจ้าของโพสต์เล่าว่า การโต้เถียงเริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ต้องมาช่วยกันเป็น 3 คน ตอนแรกผู้โพสต์ก็อดคิดไม่ได้ว่า ดีเหมือนกันที่ไม่อนุญาตให้คนมึนเมาสุราขึ้นใช้รถสาธารณะ กระทั่งชายคนดังกล่าวพูดขึ้นว่า “ผมอุตส่าห์ไม่ขับรถมาก็เพื่อจะขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าย โดยไม่ได้ไปรบกวนใคร ที่ญี่ปุ่นไม่เห็นห้ามกันแบบนี้”

ชายคนดังกล่าวยังคงยืนยันว่าเขาไม่ได้เมา แต่เจ้าหน้าที่ยังแย้งว่าเมา พร้อมกับจะเชิญตำรวจมาให้เป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ ทำให้ชายคนดังกล่าวบอกว่า นั่นมันใช้สำหรับตรวจวัดเมาแล้วขับ เหตุโต้เถียงดำเนินไปไม่กี่นาที ช่วงที่ระหว่างรอขบวนรถไฟคันต่อไปมา

ผู้โพสต์ยังบอกว่า เท่าที่ดูชายคนดังกล่าวก็น่าจะมีอาการเมา แต่ยังอยู่ในระดับที่ประคับประคองตัวเองได้อยู่ ไม่น่าจะไปทำร้ายใคร แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่สถานีอีกอยู่ดี ที่อาจจะมองว่า กันไว้ดีกว่าแก้

ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ทราบว่ามีบทสรุปลงอย่างไร ชายคนดังกล่าวได้ขึ้นโดยสารหรือเชิญออกไปจากสถานี แต่ก็นับว่าสถานการณ์ที่น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งรู้จักรับผิดชอบตัวเอง เมาไม่ขับเลือกให้รถสาธารณะ แต่ฝ่ายหนึ่งก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยเป็นอันดับแรก

ทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก บางฝ่ายที่เห็นว่าน่าจะอนุญาตให้ขึ้นโดยสารตามสิทธิของผู้โดยสาร แต่อีกฝ่ายก็แอบกังวลว่าความมึนเมาจะสร้างความเดือดร้อนหรือรบกวนใจให้กับผู้อื่น

2 พี่น้องเจอเจ้าของร้านเกมตื้บ แค่ถามเรื่องรองเท้าหาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 เม.ย.) นายรัตนชัย อายุ 21 ปี และน้องชาย ด.ช.วรภัทร อายุ 14 ปี เดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.หนองชาม จ.ชลบุรี โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของเมื่อวานนี้ (12 เม.ย.) ตนเองและน้องชายถูกเจ้าของร้านและพรรคพวกรุมชกต่อย จนหน้าบวมปูด ปากแตก ตาเขียว ที่ด้านหน้าร้านเกมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นตึกแถวเปิดเป็นร้านเกม ใกล้สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา หมู่ 1 ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

นายรัตนชัย ซึ่งกลับมาจากประเทศมาเลเซียเพื่อมาเกณฑ์ทหาร และ พา ด.ช.รัตนชัย ซึ่งอยู่ในช่วงปิดเทอม เดินทางจาก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี มาเยี่ยมญาติและเที่ยวสงกรานต์ ได้เล่าถึงสาเหตุของการถูกรุมชกต่อยว่า สาเหตุมาจากเรื่องรองเท้าเท่านั้น

โดยทั้งสองคนเข้าไปเล่นเกมในร้าน แล้วพอจะกลับออกมาจากร้าน นายรัตนชัยพบว่า รองเท้าคู่ใหม่ที่เพิ่งซื้อมาหายจึงหาอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่เจอก็จะกลับแล้ว พอดีเห็นเจ้าของร้านใส่รองเท้าของตนเองอยู่จึงขอคืน และก็พูดว่า “หาอยู่ตั้งนาน ทำไมเอารองเท้าผมไปใส่”

ทางเจ้าร้านก็ตอบว่าแล้วทำไม “รองเท้าที่ร้านทุกคู่ กูใส่ได้หมด” พูดจบก็เอามือตบที่ใบหน้าและชกหน้ามาอีกหลายหมัด แล้วก็มีพรรคพวกจากในร้านออกมาสมทบยำหมัด ยำเท้า จนตัวเองล้มลงกองกับพื้นถนนหน้าร้าน ก็ยังไม่ยอมหยุด ใช้เท้าเตะมาที่ใบหน้าอีก ตนร้องขอโทษก็ไม่ฟัง และน้องตนจะเข้าช่วยก็ถูกต่อยจนปากแตกหน้าปูด พอตนทั้งสองลุกขึ้นได้ก็พากันวิ่งหนีออกมา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งตัวทั้งสองไปพบแพทย์ ตรวจร่างกายและบาดแผล โดยทั้งคู่ยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างว่าร้านเกม ไม่ใช่ร้านอันธพาลรังแกลูกค้าอย่างป่าเถื่อนแบบที่พวกตนเจอ

โจ๋มอบตัวยันไม่ได้รุมตีสาวท้อง 8 เดือน แค่ไม้เบสบอลหลุดมือ

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าว เกิดเหตุทะเละวิวาทที่หน้าร้านหมูกระทะ หมู่ 7 ซอยเขาน้อย ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยมีแก๊งวัยรุ่นรุมใช้อาวุธไม้เบสบอล เหล็กแป๊บ ตีลูกจ้างร้านหมูกระทะ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บคือ น.ส.อารียา อายุ 20 ปี ท้องแก่ 8 เดือน ส่วนนายโชคมงคล อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นสามี มีบาดแผลตามร่างกาย

ล่าสุด (12 เม.ย.) นายเบียร์ อายุ 15 ปี พร้อมญาติๆ ได้เข้าพบ พ.ต.อ.สมโชค ตาผล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี เพื่อเข้าให้ปากคำถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยให้การว่า วันเกิดเหตุพบเจอสามีคนท้องซึ่งเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่เกิดผิดใจกันเรื่องเบิ้ลเครื่องเสียงดังใส่กัน จึงเกิดการท้าทายกัน

ก่อนที่ตนเองพร้อมเพื่อนร่วมแก๊งรถซิ่งจะเข้ารุมสามีคนท้อง โดยไม่ได้ทำร้ายคนท้องแต่อย่างใด แต่มีหนึ่งในพวกที่ถือไม้เบสบอลเกิดทำไม้หลุดมือไปถูกคนท้องเท่านั้น หลังเกิดเหตุตนเองก็เสียใจ และอยากให้คนทำมามอบตัว ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบชื่อเพราะเจอกันในแก๊งคนซิ่งเท่านั้น

ด้าน พ.ต.อ.สมโชค ตาผล กล่าวว่า ข่าวที่นำเสนอไปค่อนข้างรุนแรง แต่จริงๆ แล้ว คนท้องไม่ได้บาดเจ็บสาหัสแต่อย่างใด แค่ฟกช้ำ จึงขอให้คนที่ถือไม้เบสบอลในวันนั้นมามอบตัวกับทางตำรวจ ล่าสุด จากการไปตรวจสอบที่ ร้านหมูกระทะ พบว่าร้านปิดบริการ เนื่องจากอยู่ในช่วงหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์

แต่จากการสอบถาม นางมาลี อายุ 69 ปี เพื่อนบ้านเล่าว่า ได้ยินเสียงนายโชคมงคลร้องว่า “มาตีเมียผมทำไม เมียผมท้องอยู่ มีเรื่องกับกูก็มาต่อยกับกู” โดยไม่ได้ยินเสียงผู้หญิงเพราะคงเจ็บท้อง หลังเกิดเหตุจึงช่วยกันโทรตามเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือ

ด้าน นางพิพัฒน์ อายุ 55 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร เล่าว่า พอเกิดเหตุกลุ่มวัยรุ่นก็มายืนอยู่แถวหน้าบ้านแต่ไม่มีใครกล้าออกไปดูเพราะกลัว จึงอยากฝากตำรวจให้มาช่วยตรวจตราหน่อย เพราะในซอยมีร้านซ่อมรถจักรยานยนต์เยอะทำให้มีวัยรุ่นแก๊งเด็กแว้นมากและมักมีเรื่องทะเลาะวิวาทเป็นประจำ

อัยการ ชี้ “โชกุน”ส่อโดนโทษหนักหลายวาระ แนะฟ้องเรียกเงินคืนได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวชี้แจงถึงข้อกฎหมายในการลงโทษกรณีของ น.ส.พสิษฐ์ อริญชญ์ลาภิศ หรือ “โชกุน” ผู้บริหารบริษัทเวลท์ เอฟเวอร์ เวิร์ล จำกัด ที่หลอกลวงผู้เสียหายเป็นจำนวนมากว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ และหากประชาชนที่ตกเป็นผู้เสียหายถูกหลอกลวงคนละวัน-คนละเวลา-จำนวนเงินที่ถูกหลอกลวงแตกต่างกัน จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน หากเทียบเคียงกับคดี “เสี่ยอู๊ด” ซึ่งกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ในการจัดสร้างพระเครื่อง ที่ศาลฎีกาลงโทษความผิดหลายกรรมต่างกันรวมทั้งสิ้น 921 กระทง
สำหรับคดีนี้หากมีการสรุปสำนวนส่งมาให้อัยการแล้ว ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ เช่น ค่าเสียหายจากเงินค่าทัวร์ไปประเทศญี่ปุ่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาสนามบิน และดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในระหว่างผิดนัด

หรือผู้เสียหายอาจรวมกลุ่มไปยื่นฟ้องดำเนินคดีทางแพ่ง เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นคดีใหม่ ซึ่งข้อดีของการดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย และยังเป็นการเยียวยาความเสียหาย ให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยที่ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องคดีต่อศาล ให้ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม

เปิดประวัติ “ซินแสโชกุน” เจ้าของบริษัท “เวลท์ เอเวอร์” คือใคร?

หลายคนอาจจะสงสัย “ซินแสโชกุน” เป็นใคร ในวันนี้ทีมข่าวพีพีทีวี ได้รวบรวมประวัติของผู้ที่อ้างตัวว่าเป็น ซินแสโชกุน และเป็นเจ้าของบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด ที่จัดทริปพาสมาชิกไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น มีที่มาที่ไปอย่างไร

จากการตรวจสอบข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตพบว่า มีเพียงการแชร์ข้อมูลกันในโลกออนไลน์เท่านั้น และมีการโพสต์คลิปลงในยูทูป อ้างว่าคนในคลิปนี้คือเจ้าของบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด พร้อมกับข้อความบางส่วนระบุว่า บริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด ได้จดทะเบียนบริษัทที่ไทย ฮ่องกง และที่มาเก๊า

โดยสมาชิกของบริษัท เป็นกลุ่มคนทำธุรกิจที่ช่วยทำการตลาดให้ออลลีเซี่ยนชาย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผม หรือ ผลิตภัณฑ์ขายตรง เนื่องจากซินแสโชกุน เคยทำธุรกิจนี้มาก่อนและประทับใจในตัวสินค้า จึงเปิดมาในการทำโปรดักส์นำเข้าส่งออก และกำลังดำเนินการผลิตน้ำแร่ น้ำชาขาว ภายใต้แบรนด์เวลท์เอเวอร์ทั้งหมด มีกระเป๋า เสื้อผ้า
ทำแอพพลิเคชั่นออนไลน์ขายสินค้าคุณภาพ ทำธุรกิจทองคำ ธุรกิจด้านสื่อบันเทิง ผลิตซีรีย์ ผลิตรายการทีวี และอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศฮ่องกง เพื่อให้สมาชิกทุกท่านมีรายได้ โดยมีการโปรโมทว่า เราไม่ใช่ธุรกิจขายตรง แต่เราจะทำธุรกิจหลายด้านเพื่อให้ทุกท่านมีกระเป๋าเงินหลายๆใบ ส่วนทริปเที่ยวเป็นเพียงการโปรโมทเชิญชวนคนให้มาทำธุรกิจร่วมกัน และละลายพฤติกรรมร่วมกันเท่านั้น

ขณะเดียวกันทีมข่าว พีพีทีวี ได้ตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เกี่ยวกับหนังสือรับรองของบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จดทะเบียนประเภทนิติบุคคล ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาทถ้วน สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ หมู่ที่ 9 ตำบลหนองยาว อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์

โดยมีวัตถุประสงค์คือ ประกอบกิจการผลิตและจำหน่าย นำเข้า-ส่งออก น้ำดื่ม ชา กาแฟ น้ำแร่ และเครื่องดื่มทุกชนิด และ ประกอบกิจการผลิตและจำหน่าย นำเข้า-ส่งออก กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายทุกประเภท

สลด.. วัยรุ่นหนุ่ม-สาวซิ่งจยย.แหกด่าน ชนตำรวจอาสาเสียชีวิต

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 เม.ย.60 ร.ต.อ.สุวรรณ นาคยา ร้อยเวร สภ.บางศรีเมือง จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ อส.จร.สภ.บางศรีเมือง ถูกรถจยย.ชนได้รับบาดเจ็บสาหัสนำตัวส่ง รพ.พระนั่งเกล้า และต่อมาได้เสียชีวิต ที่บริเวณถนนราชพฤกษ์ตัดถนนรัตนาธิเบศร์ ต.บางรักน้อย อ.เมือง จ.นนทบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ้น รุดตรวจสอบ

สืบเนื่องจากเจ้าที่ตำรวจ สภ.บางศรีเมือง โดย พ.ต.ท.สุวิชา ชั้นงาม สวป.ฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร 7 นาย และอาสาอาสาจราจร 3 นาย รวมจำนวน 10 นาย ตั้งจุดตรวจกวดขันวินัยจราจรและป้องกันอาชญากรรม ที่บริเวณใต้สะพานต่างระดับถนนรัตนาธิเบศร์ฝั่งขาเข้ามุ่งหน้าสะพานพระนั่งเกล้า ตัดถนนราชพฤกษ์

ได้มีรถจยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นPCX150 สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับขี่โดยนายนฤนาท อายุ 18 ปี โดยมี น.ส. ชิดชนก อายุ 17 ปี นั่งซ้อนท้าย เจ้าหน้าที่ได้เรียกให้หยุดเพื่อตรวจค้น แต่ นายนฤนาท ได้ขับขี่หลบหนีและพุ่งชน อส.จร.ชื่อนายประทีบ อายุ 35 ปี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ จุดตรวจ ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ศรีษะกระแทกพื้น เจ้าหน้าที่นำตัวส่ง รพ.พระนั่งเกล้า และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ส่วนผู้ขับขี่และซ้อนท้ายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาและผู้ซ้อนท้ายนำตัวส่ง สภ.บางศรีเมือง หลังทำการปฐมพยาบาลเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หนุ่มแบงก์ฮีโร่ สละตัวเองให้โจรเอามีดจี้แทนพนักงานหญิง

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 13:00 น. วันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา เกิดเหตุระทึกขวัญขึ้นที่ธนาคารแห่งหนึ่งในตำบลหลีถัง อำเภอปินหยาง เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ชายคนร้ายถือมีดเข้าไปจี้คอพนักงานสาวคนหนึ่งที่เธอกำลังนั่งนับเงินให้ลูกค้าอยู่ พร้อมเรียกร้องเงินจำนวน 10,000 หยวน

เมื่อเพื่อนร่วมงาน หนุ่มผู้จัดการแผนกหนึ่งประจำสาขาดังกล่าวเห็นเข้าจึงรีบติดต่อแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมออกไปขอแลกเปลี่ยนเอาตัวเองไปเป็นตัวประกันแทน และร่วมมือกับพนักงานรักษาความปลอดภัย ทำทีคล้ายจะมอบเงินให้แล้วอาศัยจังหวะที่คนร้ายเอามีดออกจากคอ บิดข้อมือคนร้ายอย่างรวดเร็ว ด้านพนักงานรักษาความปลอดก็พุ่งเข้าช่วยอย่างรวดเร็วเช่นกัน จนในที่สุดก็สามารถจับกุมตัวชายคนร้ายดังกล่าวได้สำเร็จ
ทั้งนี้ คนร้ายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมไว้แล้วเรียบร้อย และหลังจากคลิปวีดีโอจากกล้องวงจรปิดของธนาคารดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปบนสื่อโซเชียลฯ ก็ชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห้นพนักงานหนุ่มคนนี้เป็นจำนวนมาก

ขาเที่ยวโดนหลอก! ชอบของถูก อ้างชื่อ “คาเธ่ย์ แปซิฟิค” จัดทริปญี่ปุ่น

ขาเที่ยวโดนหลอก! ชอบของถูก อ้างชื่อ “คาเธ่ย์ แปซิฟิค” จัดทริปญี่ปุ่น สายการบินย้ำไม่มีการเช่าเหมาลำ และไม่มีโปรโมชั่น

( 11 เม.ย.) บ่ายวันนี้ สนามบินสุวรรณภูมิรายงานข่าวแจ้งว่า มีผู้แอบอ้างชื่อสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค จัดทริปสุขภาพเเละ ไปดูเทศกาลซากุระบานที่โอซากาที่ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 5-10 และ 11-16 เม.ย. โดยระบุว่าจะมีเครื่องบินของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค มารับจากกรุงเทพฯ บินตรงไปยังโอซากา ในราคา 13,130 บาท

รายงานข่าวเเจ้งว่ามีผู้หลงเชื่อคำโฆษณาดังกล่าว และได้จ่ายเงินซื้อทัวร์ดังกล่าวไปแล้ว แต่ตรวจสอบข้อมูลกับพนักงานของสายการบินดังกล่าวเเละทรบว่า สายการบินคาเธ่ย์ฯ ไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปยังโอซากา

ขณะที่สายการบินคาเธ่ย์ฯ ได้ออกจดหมายชี้แจงถึงเอเยนต์ต่อกรณีดังกล่าวว่า สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก ไม่มีการเปิดให้มีการเช่าเหมาลำ และไม่มีการทำราคาพิเศษใดๆ ดังนั้น ทางสายการบินฯ จึงขอแจ้งให้ทราบว่า ไม่เกี่ยวข้องใดๆ หากมีการนำชื่อไปอ้างอิงตามกรณีดังกล่าว รวมทั้งได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ทราบว่าผู้เสียหายคนดังกล่าวได้รับเงินคืนจากผู้แอบอ้างแล้ว จึงขอเตือนนักเดินทางทั้งหลาย อย่าเห็นแก่ทริปราคาถูก ขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้ดีเสียก่อน มิฉะนั้นอาจต้องเสียเงิน เสียเวลา โดยใช่เหตุ

ด้านนายศุภฤกษ์ ศูรางกูร นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว ระบุว่า ด้วยสมาคมฯ ได้รับแจ้งจากสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค โดยคุณยงยุทธว่า มีผู้แอบอ้างว่าได้เช่าเหมาลำเครื่องบินของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคในช่วงวันที่ 5-10 เม.ย. และ 11-16 เม.ย. 2560 เพื่อเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และทำแพ็คเกจทัวร์ขายในราคาถูกแก่ประชาชนทั่วไป

ทางสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคยืนยันว่าสายการบินไม่ได้รับการติดต่อ หรือมีการเช่าเหมาลำในช่วงเวลาดังกล่าวแต่อย่างใด โดยสายการบินได้แจ้งความไว้แล้ว เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่วงการท่องเที่ยว สมาคมฯ จึงขอแจ้งข่าวดังกล่าวมายังสมาชิกให้รับทราบโดยทั่วกัน

อีกด้านหนึ่ง น.ส.รสธร กาญจนรินทร์ ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากทางสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค ได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับ พ.ต.ท.ศุภกร สิงห์กลับ รองสารวัตร (สอบสวน) สน.ลุมพินี เมื่อวันที่ 29 มี.ค. เพื่อยืนยันว่า ทางสายการบินไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว

เเต่วันนี้ยังมีอีกหลายคนที่ซื้อทัวร์นี้เเละไปรอที่สนามบินสุวรรณภูมิจำนวนมากเเละไม่ทราบเรื่องนี้ เเละเรื่องนี้สังคมออนไลน์นำมาเเชร์กันมาก

ฮือฮา! แห่นาคด้วยรถแบคโฮ เชื่อเป็นสิริมงคลกับกิจการ

เมื่อวานนี้ (10เม.ย.60)ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีการแห่นาคสุดแปลก ที่หมู่ 2 ตำบลศิลาดาน อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท โดยนายวิชาวุธ – นางวรัญญา วิวัฒวงศ์วรกุล บิดา-มารดา ของนายอภิยศ (ไม้ที) วิวัฒวงศ์วรกุล ได้จัดพิธีอุปสมบทลูกชาย และได้ใช้รถแบคโฮที่ซื้อมาใหม่จัดตกแต่งอย่างสวยงาม แล้วดัดแปลงกลับด้านบุ้งกี๋ให้หงายขึ้น เพื่อเป็นที่นั่งสำหรับพ่อแม่และนาค

พร้อมจัดเครื่องแห่และนางรำเคลื่อนขบวนไปยังวัดธรรมขันธ์ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 1 กิโลเมตร โดยรถแบคโฮใช้ยางรองตีนตะขาบของรถเพื่อป้องกันผิวจราจรเสียหายอีกด้วย

ทั้งนี้จากการสอบถาม นายวิชาวุธ ผู้เป็นพ่อกล่าวว่า ตนเองทำกิจการก่อสร้างระบบไฟฟ้าสายส่งแรงสูง 115 KV ทั้งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และบริษัทเอกชน ต่างๆที่สร้างโรงไฟฟ้าและต้องใช้ระบบสายส่งแรงสูง จึงคิดว่าการบวชลูกเป็นกุศลใหญ่มากและตนมีลูกชายคนเดียว เดิมทีตอนแรกที่คิดจะใช้เบคโฮมาใช้ในขบวนแห่นาค หลายคนคิดว่าไม่เหมาะที่จะนำมาใช้เดินบนถนน

แต่โดยปกติที่เราทำงานระบบสายส่งก็นำรถเบคโฮมาเดินบนผิวจราจรอยู่แล้วแต่ต้องมีการใช้ยางเพื่อเป็นวัสดุรองรับป้องกันผิวจราจรเสียหาย และทางที่ใช้เดินทางไปวัดไม่ใช่ถนนสายหลัก จึงไม่มีปัญหาเรื่องการจราจรติดขัด ซึ่งวิธีการคือใช้วิธีกลับด้านบุ้งกี๋ของรถแบคโฮ เพื่อให้คนเข้าไปนั่งได้และตรวจสอบแล้วมีความปลอดภัย ส่วนรถแบคโฮตัวนี้เป็นรถที่ซื้อมาใหม่มีระบบเซฟตี้เต็มร้อย หลังจากเสร็จงานบวชแล้วจะนำไปใช้ในกิจการต่อไป ถือได้ว่านำเครื่องจักรมาร่วมในพิธีบวชลูกชายครั้งนี้เป็นสิริมงคลอย่างมากด้วย

บ่อแสดงโชว์โลมา แจงน้ำสีดำคล้ำ เป็นแค่แพลงตอนใต้สระ

โลมาโชว์แจงน้ำสีดำคล้ำ อยู่ขณะกำลังปรับระบบน้ำผ่านขั้นตอนกรองอย่างดี น้ำยังใส มีเพียงแพลงตอนบริเวณใต้สระเท่านั้น

จากที่ผู้ใช้ทวิตเตอร์ได้แชร์ภาพการชมแสดงโชว์โลมาแสนรู้ที่ โลมาโชว์พัทยา โดยกล่าวว่าประทับใจการโชว์ทั้งหมดเพียงแต่ห่วงสุขภาพความเป็นอยู่ของปลาโลมา เนื่องจากเท่าที่เห็นด้วยสายตานั้นน้ำมีสีขุ่นคล้ำดูไม่สะอาด เมื่อโลมากระโดดขึ้นมาจะมีฟองอยู่เหนือน้ำเต็มไปหมด โดยเมื่อมีการแชร์ไปมีการแสดงความคิดเห็นต่างๆนานา ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ซึ่งหลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบที่ โลมาโชว์ พัทยา ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ขอเข้าตรวจสอบข่าวดังกล่าว โดยได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่อย่างดีในการเข้าตรวจสอบระบบการระบายน้ำ น้ำภายในสระซึ่งมีขนาดกว้างประมาณ 50 ตารางเมตร ลึก 6 เมตร รวมถึงการแสดงโชว์ โดยพบว่าน้ำมีสภาพค่อนข้างดำ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ให้นักท่องเที่ยวตักน้ำขึ้นมาใส่แก้วดูพบว่าสภาพน้ำใสเห็นได้ชัด แต่ในสระมีตะกอนแพลงตอนบริเวณด้านล่าง
นายแพทย์นฦกาน สิงห์คำ สัตว์แพทย์ประจำโลมาโชว์พัทยา เปิดเผยกรณีมีการแชร์ภาพน้ำในบ่อโชว์มีสีดำคล้ำในกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์ก ว่า สาเหตุหลักเกิดจากในขณะนี้ทีมงานที่ดูแลระบบบำบัดน้ำเพิ่งเปลี่ยนชุดทำงานใหม่ ทำให้เกิดปัญหาในด้านการดูแลระบบบำบัดน้ำ จึงทำให้น้ำมีสีขุ่น เนื่องแพลงตอนในน้ำลอยตัวขึ้นมาบนผิวน้ำ โดยขณะนี้มีการแก้ไขในเบื้องต้นแล้ว คาดว่าแล้วเสร็จไม่เกิน 2 สัปดาห์ ส่วนผลกระทบกับปลาโลมา จากการตรวจสอบยังไม่มีผลกระทบใดๆ คุณภาพน้ำยังคงเหมาะกับการอยู่อาศัยของโลมา ซึ่งมีการตรวจน้ำเป็นประจำอยู่แล้ว

นอกจากนี้แล้วทางเจ้าหน้าที่ได้ติดต่อไปทางผู้นำข้อมูลลงทวิตเตอร์ได้พูดคุยโดยผู้โพสก็ได้ลบข้อมูลออกแล้วขอโทษกับเรื่องดังกล่าวแล้ว