ปชช.ทยอยเข้ากราบพระบรมศพเนืองแน่น-เข้มจุดคัดกรอง

ประชาชน ทยอยเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเนืองแน่น ตร. รปภ.เข้ม 8 จุดคัดกรอง จิตอาสา-ร่วมด้วยช่วยกัน ประจำจุดคอยให้บริการข้อมูลต่างฯ แพร่ ประจวบฯ ร้อยเอ็ด ระนอง พิจิตร รอบ4กราบพระบรมศพ

บรรยากาศบริเวณด้านหน้าพระบรมมหาราชวังในช่วงเช้าวันนี้ พสกนิกรจากทั่วสารทิศยังคงพร้อมใจแต่งกายชุดสีดำ เดินทางมาต่อแถวเพื่อเข้ากราบถวายบังคม พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง อย่างต่อเนื่องโดยในช่วงเช้านี้ ทางสำนักพระราชวัง ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคม พระบรมศพ เป็นกลุ่มแรกผ่านทางประตูวิเศษไชยศรี จากนั้นหลังเวลา 08.00 น. จะเปิดให้เข้าทางประตูมณีนพรัตน์ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงจัดให้ประชาชนตั้งแถวภายในเต็นท์ ตรงข้ามประตูวิเศษไชยศรี หน้ากรมศิลปากร ตลอดตามทางถนนหน้าพระธาตุ ส่วนท้ายแถว เจ้าหน้าที่จัดให้คอยบริเวณท้องสนามหลวง ฝั่งทิศเหนือเช่นเดิม ส่วนบรรยากาศโดยรอบ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ยังคงมีการตั้งเต็นท์เพื่ออำนวยความสะดวก รวมทั้งบริการอาหารและน้ำดื่มแก่ประชาชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ยังคงให้บริการยืมชุดสุภาพสำหรับประชาชนที่ต้องการจะเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพแต่งกายมาไม่เหมาะสม ส่วนเหล่าบรรดาจิตอาสาหลายกลุ่มได้นำอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ที่จำเป็น มาแจกจ่ายแก่ผู้ที่เดินทางมา พร้อมร่วมกับเจ้าหน้าที่ของทางกรุงเทพมหานครในการเดินรอบท้องสนามหลวง เพื่อร่วมเก็บขยะออกจากพื้นที่ เช่นเดียวกับ จุดร่วมด้วยช่วยกัน บริการประชาชน มีเจ้าหน้าที่มาประจำคอยให้บริการข้อมูลต่างฯ ประชาสัมพันธ์เส้นทางและสภาพการจราจร พร้อมทั้งรับแจ้งเหตุเร่งด่วน รวมทั้งมีชุดเจ้าหน้าที่ค่อยให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ประชาชนที่เดินทางมา

ด้านมาตรการการดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบ เจ้าหน้าที่ยังคงประจำตามจุดคัดกรองทั้งหมด 8 จุดหลัก เพื่อตรวจบัตรประชาชน และค้นกระเป๋าสัมภาระของผู้ที่จะเข้ามาในท้องสนามหลวงอย่างละเอียดเพื่อป้องกันเหตุอันตราย

แพร่ประจวบฯร้อยเอ็ดระนองพิจิตรรอบ4กราบพระบรมศพ

นายสมชาย เกียรติก้องแก้ว ผู้อำนวยการส่วนยุทธการและการข่าว สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ในวันนี้ (4 ธ.ค. 2559) จะมีประชาชนจาก 5 จังหวัด ประกอบด้วย  แพร่, ประจวบคีรีขันธ์, ร้อยเอ็ด, ระนอง และพิจิตร เดินทางเข้ากราบถวายบังคม พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เป็นรอบที่ 4 โดยจะมีการนำประชาชนมา จังหวัดละประมาณ 750 คน รวมแล้วประมาณ 3,000 คน  สำหรับสาเหตุที่เพิ่มจ.พิจิตร เข้าไปอีก 1 จังหวัดนั้น สืบเนื่องจากกรณี สำนักพระราชวัง ประกาศงดการกราบถวายบังคม พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 1 มกราคม 2560 และเปิดให้ประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร แทนซึ่งตามแผนเดิมกำหนดไว้ว่าจะเป็นคิวของ จ.พิจิตร นครปฐม มหาสารคาม และ พัทลุง ก็จะถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 4, 5, 6 และ 9 มกราคม 2560 ตามลำดับ วันละ 1 จังหวัด แทน

ด้านนายพยนต์ อัศวพิชยนต์  เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ในส่วนของจ.พิจิตร ได้ปล่อยขบวนรถของพสกนิกร 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.บึงนาราง, ตะพานหิน และ โพทะเล อำเภอละ 250 คน ออกเดินทางจากหน้าที่ว่าการอำเภอบึงนาราง ในเวลา 18.30 น. วานนี้ และมีกำหนดว่าจะต้องถึงหน้ากองสลากฯราชดำเนิน(เก่า)ก่อนเวลา 04.00 น.  ทั้งนี้พบอุปสรรคด้านการจราจรติดขัดเพราะเป็นช่วงที่มีประชาชนใช้เส้นทางกลับเข้ากทม. โดยเฉพาะที่บริเวณทางผ่านเขต จ.นครสวรรค์

จนท.เปิดให้ปชช.เข้าประตูมณีนพรัตน์กราบพระบรมศพแล้ว

บรรยากาศล่าสุด บริเวณด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง พสกนิกรจากทั่วสารทิศยังคงพร้อมใจแต่งกายชุดสีดำ เดินทางมาต่อแถวเพื่อเข้ากราบถวายบังคม พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ทางสำนักพระราชวัง ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะ พระบรมศพ ผ่านทางประตูมณีนพรัตน์ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นมา

ส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว ได้เริ่มให้เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ได้จนถึงเวลาประมาณ 16.00 น. ซึ่งขณะนี้นักท่องเที่ยวได้ทยอยเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยประชาสัมพันธ์เสียงตามสายเป็นภาษาต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและทำความเข้าใจแก่ประชาชนที่เดินทางมา

ขณะเดียวกัน ในวันนี้คณะครูและเจ้าหน้าที่ จากสำนักงานเขตการศึกษาลพบุรี เขต 2 ได้มีการนำเยาวชนลูกเสือจากหลากหลายโรงเรียน รวม 100 คน มาร่วมเป็นจิตอาสาช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกประชาชนที่เดินทางมากราบถวายบังคม พระบรมศพ ซึ่งหลังจากที่ได้ร่วมเป็นจิตอาสาแล้ว มีความตั้งใจจะไปต่อแถวเพื่อเข้ากราบถวายบังคม พระบรมศพ ต่อไป

สท.ลงพื้นที่จัดกิจกรรมลดอุบัติเหตุช่วงปีใหม่

สท. ลงพื้นที่จัดกิจกรรมลดอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ แจกจ่ายสื่อประชาสัมพันธ์แก่ประชาชน

พ.ต.อ.อังกูร คล้ายคลึง รรท.ผบก.สท. จัดกิจกรรมรณรงค์เคลื่อนที่ลดอุบัติเหตุบนถนนในเทศกาลปีใหม่ “ราษฎร์รัฐร่วมใจ กลับบ้านปลอดภัย ปีใหม่ 2560” ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2559 – 3 มกราคม 2560 โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการการประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ตามภาคต่างๆ เพื่อแจกจ่ายสื่อประชาสัมพันธ์ และรณรงค์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดจนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเดินทางไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ ภ.จว.พิษณุโลก, ภ.จว.เพชรบูรณ์, ภ.จว.นครพนม, ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, ภ.จว.ฉะเชิงเทรา, ภ.จว.ชัยภูมิ และ ภ.จว.ระยอง

ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ที่จัดทำโดยกองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบประเด็นกฎหมายที่จะนำมาบังคับใช้อย่างเคร่งครัด, ป้องกันและลดอุบัติเหตุบนถนน, สร้างจิตสำนึกแห่งความปลอดภัยและความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกันโดยเริ่มต้นที่ตนเอง ตลอดจนสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนถึงบทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนน

จตุพรป่วยติดเชื้อกระแสเลือดนอนรพ.ราชทัณฑ์

‘จตุพร พรหมพันธุ์’ ป่วยติดเชื้อกระแสเลือดนอน รพ.ราชทัณฑ์ แพทย์ให้ญาติเยี่ยม 4 ม.ค. นี้

นางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวถึงอาการป่วยของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ซึ่งถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ว่า ล่าสุดอาการของ นายจตุพร มาจากโรคกรวยไตอักเสบติดเชื้อ โดยอาการไข้หนาวสั่น อาจเป็นอาการขั้นต้นของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้ จึงต้องได้รับการรักษาด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อทางเส้นเลือดควบคู่ไปกับการให้น้ำเกลือ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิดที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ต่อไป

โดยภรรยาของ นายจตุพร ระบุว่า แพทย์น่าจะให้เข้าเยี่ยมอาการได้ในวันที่ 4 ม.ค. เวลา 11.00 น. ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์

ผบ.เรือนจำเผยนำ”จตุพร”กลับเข้าเรือนจำ4ม.ค.นี้

นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดเผยกรณีที่มีการนำตัว นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำ นปช. ส่งโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นายจตุพร มีอาการป่วยตั้งวันที่ 30 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ส่วนที่มีข่าวติดเชื้อในกระแสเลือดนั้น เป็นอาการจากติดเชื้อโรคปัสสาวะ แต่แพทย์ได้ให้ยาฆ่าเชื้อมา 2 วันแล้ว

ล่าสุด ได้หยุดให้ยาแล้ว และกำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ โดยหลังจากนี้จะนำตัว นายจตุพร ส่งกลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันที่ 4 ม.ค. นี้ ซึ่งเป็นวันเปิดทำการของเรือนจำ

สยอง!รถตู้ซิ่งชนกระบะระยองไฟลุกคลอก25ศพเจ็บ2

สยอง! รับปีใหม่ เกิดเหตุรถตู้โดยสารพุ่งข้ามเลนชนกับรถกระบะไฟลุกท่วม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ เจ็บ 2 ราย เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลแล้ว

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.บ้านบึง รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุ รถกระบะปิกอัพ อีซูซู ดีแม็กซ์ สีบรอนซ์ ทะเบียน 1 ฒณ 2483 กทม. ชนกับรถตู้โดยสาร ทะเบียน 15-1352 กทม. แล้วเกิดเพลิงลุกไหม้ บน ถ.บ้านบึง-แกลง ช่วง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มุ่งหน้า อ.แกลง จ.ระยอง จุดเกิดเหตุก่อนถึงตลาดเนื่องจำนงค์ ประมาณ 2 กิโลเมตร เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 11 ราย โดยเป็นผู้โดยสารมากับรถยนต์กระบะ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมปิดช่องทางการจราจรทุกช่องทาง การจราจรติดขัดสะสมยาว

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ารถตู้โดยสารบรรทุกผู้โดยสารมาประมาณ 13 – 14 คน โดยเดินทางกลับมาจาก จ.จันทบุรี ก่อนจะเสียหลักพุ่งข้ามเลนไปชนกับรถกระบะที่บรรทุกผู้โดยสารมาเต็มคันรถ ก่อนจะเกิดเพลิงลุกไหม้รุนแรง ส่วนรายละเอียดจะรายงานให้ทราบต่อไป

ความคืบหน้า อุบัติเหตุรถกระบะปิกอัพ อีซูซู ดีแม็กซ์ สีบรอนซ์ ทะเบียน 1 ฒณ 2483 กทม. ชนกับรถตู้โดยสาร ทะเบียน 15 -1352 กทม. แล้วเกิดเพลิงลุกไหม้ บน ถ.บ้านบึง-แกลง ช่วง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มุ่งหน้า อ.แกลง จ.ระยอง เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตทั้งหมด 25 ราย เป็นผู้โดยสารมากับรถตู้ 14 ราย และรถกระบะ 11 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กชาย 1 ราย โดยเจ้าหน้าที่ลำเลียงส่งโรงพยาบาลบ้านบึง ก่อนจะนำส่งสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจเพื่อชันสูตรและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลต่อไป เนื่องจากสภาพศพถูกไฟคลอกไหม้เกรียม

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าผู้รอดชีวิตและได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

คืบตู้โดยสารชนกระบะดับ25ศพจนท.เร่งประสานญาติ
ความคืบหน้าเหตุรถตู้สาย กทม.-ระยอง ชนประสานงารถกระบะ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 25 ศพ ในจำนวนนี้ถูกยางสดคาซากรถถึง 14 ราย บนถนนสาย344 ม.1 ต.หนองอิรุณ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ฝั่งขาเข้าระยอง เบื้องต้นคาดว่าคนขับรถตู้หลับใน เนื่องจากรถตู้พุ่งข้าม เลนมาชนรถกระบะฝั่งตรงข้าม

ด้าน นายพิเนตร เลิศเขมทัต นายอำเภอบ้านบึง กล่าวว่า การเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้คาดว่ารถตู้จะเป็นรถติดแก๊ส เมื่อเกิด การชนกันจึงทำให้เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นทันที เป็นเหตุให้ผู้โดยสารในรถตู้เสียชีวิตเบื้องต้น 14 ราย เป็นชาย 4 หญิง 10 รถกระบะเสียชีวิต 11 ราย เป็นชาย 5 หญิง 6 รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมด 25 คน ขณะนี้ได้ลำเลียงศพผู้เสียชีวิตทั้งหมดไปที่โรงพยาบาลบ้านบึง เพื่อตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคล และแจ้งให้ญาติทราบต่อไป

นายพิชัย นิ่มแย้ง ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ตนขับรถเก๋งจะ พาครอบครัวไปที่ จ.ระยอง เมื่อมาถึงที่เกิด เหตุเห็นรถตู้เสียหลักพุ่งลงข้างทางแล้วข้ามเลนไปประสานงากับรถกระบะที่วิ่งสวนทางมา โดยเห็นผู้โดยสารกระเด็นออกจากรถตู้ ก่อนรถตู้จะเกิดไฟลุกท่วม โดยตนทำได้แค่ยืนมอง พร้อมทั้งมีเสียงระเบิดดังขึ้น แต่ไม่สามารถเข้าไปช่วยได้ เห็นคนอยู่ในรถร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนจะสิ้นใจตายคากองเพลิง

เตรียมส่ง25ศพรถตู้ชนปิกอัพให้นิติเวชค่ำวันนี้

นายแพทย์ศิริชัย ลิ้มสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี กล่าวถึงกรณีอุบัติเหตุบนบ้านบึง-แกลง จังหวัดชลบุรี ระหว่างรถตู้กับรถปิกอัพ ว่ามีผู้เสียชีวิตรวม 25 คน ในที่เกิดเหตุ รอดชีวิต 2 คน เป็นหญิง 1 คน ผู้โดยสารรถปิกอัพ และชาย 1 คนเป็นผู้โดยสารรถตู้ ส่วนผู้เสียชีวิตขณะนี้ไม่สามารถพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลได้ เนื่องจากสภาพศพถูกไฟไหม้ทั้งหมด ทำให้เอกสารประจำตัวหรือทรัพย์สินก็ถูกไฟไหม้เสียหายหมด จึงได้ส่งให้ทางนิติเวช รพ.ตำรวจ เป็นผู้ตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคล เบื้องต้นทาง รพ.บ้านบึง ได้ทำการแยกพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลเบื้องต้น แค่เพศ เกณฑ์อ่ยุเฉลี่ยเท่านั้น และเนื่องจากผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นผู้โดยสารเส้นทางกทม.-จันทบุรี และจันทบุรี-กทม. ได้ให้ผู้ที่รอดชีวิต 2 คนช่วยติดต่อญาติ เพื่อเดินทางมาพิสูจน์เอกลักษณ์ คาดว่าศพผู้เสียชีวิตทั้งหมดจะถึงทางรพ.ตำรวจในค่ำนี้

คสช.ยึดรถเมาแล้วขับช่วงปีใหม่3,618คัน-เข้มมาตรการรปภ.

คสช. เผย 5 วัน ช่วงเทศกาลปีใหม่ ยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการ ดื่มไม่ขับแล้ว 3,618 คัน ขณะ เข้มมาตรการรปภ.-ป้องปรามอาชญากรรม

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า สถิติการตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาท ด้วยการดื่มแล้วขับขี่ในวันที่ 2 มกราคม 2560 มีดังนี้
รถจักรยานยนต์ พบการกระทำความผิด 13,060 ครั้ง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยึดรถจักรยานยนต์ไว้ 480 คัน และส่ง
ผู้กระทำผิดดำเนินคดี 7,887 คน สำหรับรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิด 9,378 ครั้ง เจ้าหน้าที่ได้ยึดใบขับขี่ไว้ 670 คน ยึดรถยนต์ 157 คัน ส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 4,807 คน

โดยตลอด 5 วัน ที่ผ่านมา (29 ธ.ค.59 – 2 ม.ค.60) เจ้าหน้าที่ได้ยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการ ดื่มไม่ขับไว้แล้วจำนวน 3,618 คัน (แยกเป็น รถจักรยานยนต์ 2,507 คัน และรถยนต์ 1,111 คัน) และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ในส่วนรถจักรยานยนต์ 30,798 คน รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ส่วนบุคล 16,965 คน

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ ประชาชนจำนวนมาก กำลังเดินทางกลับจากการท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองปีใหม่ ทำให้การสัญจรในเส้นทางต่าง ๆ มีความหนาแน่นเป็นระยะและคาดว่า จะหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ คสช. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ปรับการจราจรให้สะดวกและทันต่อสภาพการใช้ถนนทั้งใน สายหลัก สายรอง และทางลัด เพื่อเร่งระบายการจราจรตามเส้นทางให้คล่องตัวที่สุด ควบคู่ไปกับการเข้มงวดในมาตรการสร้างความปลอดภัย “ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ” พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้เข้าดูแลตรวจสอบตามสถานีขนส่ง ซึ่งมีประชาชนมารอขึ้นรถเดินทางกลับ ให้มีความเรียบร้อยในทุกด้านอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในเทศกาลปีใหม่ปีนี้ มีผู้ใช้เส้นทางจำนวนมาก ประกอบกับเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มจำนวนจุดบริการ/จุดตรวจสอบมากขึ้น ทำให้ตรวจพบผู้ฝ่าฝืนมาตรการดื่มไม่ขับมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้ทั้งมาตรการทางนิติศาสตร์และทางรัฐศาสตร์ เน้นการสร้างความเข้าใจ ขอความร่วมมือ หรือการจัดส่งคนที่ดื่มกลับบ้าน หวังให้ประชาชนปลอดภัยเป็นสำคัญ  สำหรับรถที่ควบคุมไว้เจ้าหน้าที่ได้ดูแลและจัดหาสถานที่เก็บรักษาอย่างเหมาะสม โดยหากไม่มีเหตุด้านคดีความ ผู้เป็นเจ้าของรถสามารถติดต่อขอรับคืนได้ตามเวลาที่กำหนด

ศาลออกหมายจับ2หนุ่มยิงคู่อริดับคืนเคาท์ดาวน์

ศาลจังหวัดมีนบุรี ออกหมายจับ 2 หนุ่ม ก่อเหตุยิงอริ ตาย 1 เจ็บ 6 ราย ในคืนเคาท์ดาวน์ ย่านหนองจอก – ผบช.น. รุดตรวจความคืบหน้าคดีเที่ยงวันนี้

ศาลจังหวัดมีนบุรี อนุมัติหมายจับ นายสุทธิรักษ์ ศรีอ่อน อายุ 27 ปี และ นายนิธิกร จงศิริ อายุ 25 ปี ผู้ต้องหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยเจตนาและร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัว ไปหมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดย ไม่มีเหตุอันควร” จากกรณีก่อเหตุใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงกันในงานเคาท์ดาวน์เข้าสู่ช่วงปีใหม่ ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านหนองจอก ส่งผลให้ นายสุชาติ ซากีรี อายุ 33 ปี ถูกยิงจนเสียชีวิต และยังมีผู้บาดเจ็บอีก 6 ราย สาเหตุเกิดจากกลุ่มผู้ตายได้แซวเด็กเสิร์ฟ ซึ่งเป็นแฟนสาวของกลุ่มผู้ก่อเหตุที่มาร่วมงานในร้านอาหาร ทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่พอใจ แล้วใช้อาวุธปืนกราดยิง มายังกลุ่มผู้ตายและผู้บาดเจ็บ ก่อนจะหลบหนีไป กระทั่งศาลจังหวัดมีนบุรี อนุมัติกมายจับดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จะเดินทางไปติดตามความคืบหน้าคดี ที่ สน.หนองจอกในช่วงเที่ยง วันนี้

คอบอลเฮ! “ช่อง 7, Bugaboo” ยิงสดเอฟเอ คัพ 4 วันรวด!

ข่าวดีสำหรับคอลูกหนังอังกฤษ เมื่อ ช่อง 7 สี และ Bugaboo.tv ยังคงเอาใจแฟนบอลผู้ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยการถ่ายทอดสดศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ 2016-17 รอบสาม วันที่ 6-9 ม.ค. ศกหน้า

เริ่มที่คืนวันศุกร์ที่ 6 ม.ค. 60 เวลา 02.55 น. เวสต์แฮม ยูไนเต็ด พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถ่ายทอดสดทางช่อง 7 สี และ Bugaboo.tv

วันเสาร์ที่ 7 ม.ค. 60 เวลา 19.30 น. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ เรดดิ้ง ถ่ายทอดสดทาง Bugaboo.tv และชมบันทึกการแข่งขันทางช่อง 7 สี ในคืนวันเดียวกัน เวลา 02.30 น. และอีกคู่เวลา 00.30 น. เปรสตัน นอร์ธเอนด์ พบ อาร์เซน่อล ถ่ายทอดสดทางช่อง 7 สี และ Bugaboo.tv

วันอาทิตย์ที่ 8 ม.ค. 60 เวลา 20.30 น. ลิเวอร์พูล พบ พลีมัธ อาร์ไกล์ ถ่ายทอดสดทาง Bugaboo.tv และชมบันทึกการแข่งขันทางช่อง 7 สีในวันคืนเดียวกัน เวลา 01.00 น. และอีกคู่ เวลา 23.00 น. ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ พบ แอสตัน วิลล่า ถ่ายทอดสดทางช่อง 7 สี และ Bugaboo.tv

ปิดท้าย คืนวันจันทร์ที่ 9 ม.ค. 60 เวลา 02.45 น. เคมบริดจ์ ยูไนเต็ด พบ ลีดส์ ยูไนเต็ด ถ่ายทอดสดทางช่อง 7 สี และ Bugaboo.tv

งานนี้ คอบอลห้ามพลาด!

แผ่นดินไหว 5.9 กลางเกาะญี่ปุ่น รับรู้ถึงกรุงโตเกียว คาดเสียหาย

เกิดเหตุแผ่นดินไหวบนบก ขนาด 5.9 ทางภาคกลางของญี่ปุ่น แรงสั่นสะเทือนรับรู้ถึงกรุงโตเกียว คาดมีรายงานความเสียหาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวบนบก ระดับความรุนแรงปานกลาง ทางภาคกลางของประเทศญี่ปุ่น ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียว แรงสั่นไหวสามารถรับรู้ถึงเมืองหลวงและหลายพื้นที่โดยรอบ คาดว่าน่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้น

สำนักแผ่นดินไหวสหรัฐอเมริกา ได้รายงานว่า เมื่อเวลา 19.38 น. ตามเวลาในประเทศไทย หรือเวลา 21.38 น. ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ตามมาตราแมกนิจูด บริเวณหุบเขาในจังหวัดอิบารากิ ใกล้กับเมืองฮานะวะ แผ่นดินไหวครั้งนี้เกินขึ้นจากระดับความลึกราวๆ 10 กิโลเมตรจากพื้นดิน

ตามรายงานระบุว่า จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนี้ อยู่ใกล้กับหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง ชื่อว่า “หมู่บ้านฟุนามิ” ในจังหวัดอิบารากิ เบื้องต้นแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ถึงกรุงโตเกียว ไปจนถึงจังหวัดยะมะงะตะ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย แต่มีการคาดการณ์บริเวณใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว น่าจะมีความเสียหายระดับหนึ่ง เนื่องจากความรุนแรงเกิน 6 มาตราชินโดะของญี่ปุ่น

อึ้ง! คนไทยติดอันดับ 7 ของโลก “ไม่รู้เรื่องประเทศตัวเองเลย”

28 ธ.ค. 59 — Ipsos MORI สถาบันวิจัยสังคมลอนดอน ซึ่งเป็นบริษัทด้านการตลาดและการทำผลสำรวจชื่อดังของอังกฤษ เปิดเผยดัชนี Ignorant Index (ดัชนีความไม่รู้เรื่องรู้ราว) ประจำปี 2016 ของประชากร วัย 16 – 24 ปี ใน 40 ประเทศ จำนวน 27,000 คน เกี่ยวกับความรู้ทั่วไปในประเทศของตัวเอง อาทิ จำนวนประชากร, ระบบสวัสดิการสาธารณสุข, การซื้อบ้าน และจำนวนชาวมุสลิมในประเทศ ฯลฯ เพื่อนำคะแนนที่ได้มาจัดทำเป็นดัชนีชี้วัด “ความไม่รู้เรื่องรู้ราว” ของประชากรในแต่ละประเทศ

“วัยรุ่นช่วงอายุ 16 – 24 ปี เป็นกลุ่มที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์มากที่สุด”

ผลการสำรวจความเห็นครั้งนี้ของบริษัทเมืองผู้ดีนั้น เรียกว่า.. ได้คำตอบที่น่าแปลกใจพอสมควร เนื่องจากประเทศที่มีพลเมืองไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับประเทศของตัวเองมากที่สุดในโลก มีตั้งเเต่ประเทศพัฒนาแล้วและยังไม่พัฒนาเต็มที่ ประเทศร่ำรวยและยากจน รวมถึงประเทศที่เป็นและไม่เป็นประชาธิปไตย

โดยลำดับประเทศที่ประชากร “ไม่รู้เรื่องรู้ราว” ประเทศตัวเองมากที่สุดในโลก 10 อันดับเเรก คือ 1.อินเดีย 2.จีน 3.ไต้หวัน 4.เซาธ์แอฟริกา 5.สหรัฐฯ 6.บราซิล 7.ไทย 8.สิงคโปร์ 9.ตุรกี และ 10.อินโดนีเซีย

ส่วน 10 อันดับประเทศที่ประชากร “รู้เรื่องรู้ราว” ประเทศตัวเองมากที่สุดในโลก คือ 1.เนเธอร์เเลนด์ 2.สหราชอาณาจักร 3.เกาหลีใต้ 4.เช็ก 5.มาเลเซีย 6.ออสเตรเลีย 7.เยอรมนี 8.อิตาลี 9.นอร์เวย์ และ 10.สวีเดน

ด้าน “บ๊อบบี้ ดัฟฟี่” กรรมการผู้จัดการ บริษัท Ipsos MORI สถาบันวิจัยสังคมลอนดอน กล่าวว่า “40 ประเทศที่ผลสำรวจมาจากประชากรได้รับการศึกษา พบว่า แต่ละคนได้รับข้อมูลไม่ถูกต้องเป็นจำนวนมาก เรามักจะพบสิ่งไม่ถูกต้องมากที่สุดในปัจจัยที่กล่าวถึงกันอย่างแพร่หลายในสื่อ เช่น สัดส่วนของประชากรที่เป็นมุสลิมความมั่งคั่งเเละความไม่เท่าเทียมกัน เรารู้จากการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ว่านี้ คือ ส่วนหนึ่ง เเละมันออกมามากกว่าสิ่งที่เรากังวลเเละประมาณการ”

แต่ในการศึกษาครั้งใหม่นี้ เรายังแสดงให้เห็นว่า เรามักจะคิดหรือทำสิ่งเกินควรในแง่ร้ายเกี่ยวกับวิธีการเกี่ยวกับความสุขคน และความอดทนของเรา เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้ง เช่น การรักร่วมเพศ, เพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานและการทำแท้ง ในหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซนตะวันตก เรามีภาพของประชากรมีความสุขเกินควรและมีทิฐิสูง

“เรารู้ว่าสิ่งที่ผู้คนคิดว่า มันเป็นบรรทัดฐานที่มีความสำคัญเเละส่งผลกระทบต่อมุมมองของตัวเองและพฤติกรรม”

จากการต่อสู้ของเรากับการผสมที่เรียบง่ายและสัดส่วนการคุ้มครองสื่อ ของปัญหา คำอธิบายจิตวิทยาสังคมของทางลัด จิตของเราหรืออคติมีเหตุผลหลายข้อผิดพลาด นอกจากนี้ ยังเป็นที่ชัดเจนจาก “ดัชนีความไม่รู้” ของเรา ประเทศที่มีแนวโน้มที่จะทำเรื่องเลวร้ายที่สุด คือ มีการเเผ่ขยายของอินเทอร์เน็ตค่อนข้างต่ำ การได้รับคำตอบจากสิ่งนี้ คือ การสำรวจออนไลน์จะสะท้อนให้เห็นถึงความจริงมากขึ้นของชนชั้นกลางและจำนวนประชากรที่เกี่ยวโยงกัน เเละควรคิดถึงส่วนที่เหลือในประเทศของตัวมากขึ้น เช่น พวกเขาควรรู้มากกว่าสิ่งที่พวกเขารับรู้”

ยังไม่เด้ง! วอนอย่าแชร์มั่ว คลิปสงสัยตร.ยัดยาพัทลุง

จากกรณีคลิปที่อ้างว่าถูกยัดยาภายในปั๊มน้ำมันพัทลุง ตำรวจเผย เจ้าหน้าที่เรียกตรวจเพราะรถเก่าแต่ยังติดป้ายแดง ตรวจสอบประวัติพบคนโพสต์คลิปเคยเอี่ยวคดียาเสพติดปี 54 ยืนยัน ข่าวสั่งย้ายที่แชร์กันว่อนเน็ตไม่ใช่เรื่องจริง

กรณี ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้เผยคลิปวิดีโอ 2 คลิปผ่านเฟซบุ๊ก YouLike ในหัวข้อ “เหตุจับยา.. ประชาชนสงสัย-ตำรวจกำอะไรในมือ ??” ตามที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก

ล่าสุด พลตำรวจตรีสาคร ทองมุณี รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ว่าเบื้องต้น ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าตำรวจดังกล่าวนั้นสังกัดชุดสืบสวนสอบสวนปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตำรวจภูธรภาค 9 ขณะเกิดเหตุได้พบรถที่มีลักษณะต้องสงสัย คือ รถเก่าแต่ติดป้ายแดง จึงได้ขอเข้าตรวจค้นตามปกติ

แต่ปรากฏว่าผู้ขับขี่ที่ปรากฏในคลิปได้ขอตรวจสอบตำรวจบ้าง โดยขอดูบัตรประจำตัวของตำรวจนายดังกล่าว ซึ่งตำรวจนายนี้ก็ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ และให้ตรวจสอบในกระเป๋า ซึ่งก็พบพวงกุญแจและถุงยาอม แต่เมื่อตำรวจจะตรวจค้น ก็เกิดเหตุการณ์ชุลมุนตามคลิปที่เห็น

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบประวัติพบว่าผู้โพสต์คลิปนี้คือนายนพพล ผลบุญ เคยถูกจับกุมในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อ 31 ธันวาคม 2554 ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ศาลพิพากษาจำคุก 8 เดือนและปรับจำนวน 15,000 บาท ขณะนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัว เพื่อนำมาซักถามข้อเท็จจริงแล้ว แต่ยังไม่พบตัว

ส่วนกรณีมีคำสั่งย้ายตำรวจนายนี้แล้วนั้น ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และเตรียมให้ตำรวจในคลิปออกมาชี้แจงกับสังคม เนื่องจากคลิปที่เผยแพร่ออกไป สร้างความเสื่อมเสียให้ตำรวจเป็นอย่างมาก