วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว

วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว

…..ปรากฏการณ์ต้นไม้เรืองแสง ณ วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว สถานที่ท่องเที่ยวสุดอันซีนในจังหวัดอุบลราชธานี เรืองแสงสวยงามและโดดเด่นเป็นสง่าทางด้านหลังอุโบสถในทุกค่ำคืน

วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว จังหวัดอุบลราชธานี อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวห้ามพลาดกับการชมปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์ เมื่อทุก ๆ คืนต้นกัลปพฤกษ์ทางผนังด้านหลังโบสถ์จะค่อย ๆ เรืองแสงเปล่งประกาย โดดเด่นท่ามกลางความมืดมิด อย่างสวยงามและน่าประทับใจ สมกับที่ผู้คนต่างขนานนามวัดแห่งนี้ว่า “วัดเรืองแสง”

วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว

สำหรับวัดสิรินธรวรารามภูพร้าว ตั้งอยู่ที่ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี และด้วยพิกัดที่ตั้งของวัดอยู่บนเนินเขาสูง นอกจากพื้นที่นี้จะเป็นที่ประดิษฐานโบสถ์อันสวยงามแล้ว ยังมีจุดชมวิวและทัศนียภาพอยู่หลายจุด หรือจะนั่งชมความสวยงามของพระอาทิตย์ตกยามเย็นก็ยังได้ แต่ไฮไลท์เด็ดที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเลย ก็คือ การได้มาชมภาพเรืองแสงสีเขียวของต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งเป็นจิตรกรรมบริเวณด้านหลังของอุโบสถนั่นเอง

สำหรับต้นกัลปพฤกษ์หลังอุโบสถวัดสิรินธรวรารามภูพร้าวแห่งนี้ เป็นผลงานการออกแบบของช่างคณากร ปริญญาปุณโณ ผู้เป็นเจ้าของไอเดียใช้สารเรืองแสงที่เรียกว่า ฟอสเฟอร์ (Phosphor) ทาลงไปที่ต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งในช่วงกลางวันต้นกัลปพฤกษ์ต้นนี้จะดูดแสงแดดเอาไว้ เมื่อตกกลางคืนก็จะปรากฏเป็นต้นไม้เรืองแสงงดงามอย่างที่เราได้เห็นกัน จนทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดดังและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการดูต้นไม้เรืองแสง คือ เวลา 18.00-20.00 น

วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว.

นอกจากปรากฏการณ์ต้นไม้เรืองแสงแล้ว ความสวยงามของพระอุโบสถที่นี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้ ตัวอุโบสถมีต้นแบบมาจากวัดเชียงของ ประเทศลาว แต่มีความกว้างและความยาวมากกว่าประมาณ 1-2 เท่า โดยรอบของเสาแต่ละต้นลงลวดลายด้วยมือ สะท้อนให้เห็นถึงความประณีตและความพิถีพิถัน ส่วนพระประธานภายในโบสถ์ เดิมเป็นองค์พระพุทธชินราช แต่ภายหลังได้มีการออกแบบใหม่ โดยถอดรัศมีและพระเกตุมาลาออก และมีไม้แกะสลักเป็นต้นโพธิ์ อยู่ทางด้านหลังพระประธาน ใครอยากเดินทางมาชื่นชมความสวยงามทั้งหมดนี้ด้วยตาตัวเองสักครั้ง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ (ททท.) สำนักงานอุบลราชธานี โทร. 045 243 770, 045 250 714

การเดินทางมายังวัดสิรินธรวรารามภูพร้าว
ใช้เส้นทางจากอำเภอสิรินธรจะไปช่องเม็ก ก่อนถึงช่องเม็กประมาณ 2 กิโลเมตร จะเจอที่กลับรถ สังเกตด้านซ้ายมือจะเห็นป้ายวัดสิรินธรวรารามภูพร้าว หลังจากนั้นจึงค่อยเลี้ยวซ้ายขึ้นเขาประมาณ 2 กิโลเมตร

วัดพระธาตุหนองบัว

วัดพระธาตุหนองบัว

…..อยู่ชานเมืองอุบลราชธานี ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตรตามถนนเลี่ยงเมือง จะมีทางแยกตลาดหนองบัว (จากถนนใหญ่) เข้าไปประมาณ 700 เมตร ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ คือ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษ ของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2500 โดยได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย นับเป็นวัดเดียวในภาคอีสานที่มีเจดีย์แบบนี้ สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปเป็นป่าโปร่ง ร่มรื่น

วัดพระธาตุหนองบัว

พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ หลังจากที่เข้ามาในบริเวณวัดแล้วก็ต้องหาที่จอดรถซึ่งไม่ต้องกังวลมากไป ในพื้นที่วัดพระธาตุหนองบัวมีอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่จอดรถได้แบบสบายๆ เพียงแต่ถ้าจะหาที่จอดใต้ต้นไม้อาศัยร่มเงาก็ต้องวนๆ ดูเพราะมีคนมากันหลายคนเหมือนกัน จากนั้นก็จะรีบถ่ายรูปองค์พระธาตุเจดีย์ เพราะความสวยงามที่เห็นอยู่เบื้องหน้าจนไม่อยากปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป จังหวะฟ้าใสๆ แบบนี้ก็ต้องรีบกันหน่อย

พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์เป็นพระธาตุองค์สีขาวลวดลายสีทอง มีเจดีย์ที่มุมทั้งสี่ สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษของพระพุทธศาสนา ในปี พ.ศ.2500 พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์นี้ได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอิเดีย

วัดพระธาตุหนองบัว

พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว (กำลังอยู่ในระหว่างการตกแต่ง) มีประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน เป็นพระธาตุที่สร้างครอบพระธาตุองค์เดิม เราเก็บภาพมุมต่างๆ มาให้ดูกันหลายๆ มุมให้เห็นความสวยงามและยิ่งใหญ่ขององค์พระธาตุ แล้วก็เดินเข้าไปภายใน สักการะองค์พระธาตุองค์จริงที่ถูกสร้างครอบไว้

ภายในพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ เมื่อเข้ามาภายในพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์จะเห็นพระธาตุองค์เล็กสีทองอยู่ตรงกลาง (เป็นพระธาตุองค์เดิมที่มีการสร้างใหม่ครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง) กว้างด้านละ 5 เมตร สูงประมาณ 17 เมตร ส่วนองค์ที่สร้างครอบมีขนาดกว้างด้านละ 17 เมตร สูง 56 เมตร มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ด้าน แสงสีทองเหลืองอร่ามสวยงามมาก รู้สึกประทับที่ได้มาที่นี่มากๆ ครับ ที่ฐานขององค์พระพุทธรูปจะมีรูปพระธาตุลอยน้ำ (พระธาตุในที่นี้หมายถึงพระบรมสารีริกธาตุ) เอาไว้ให้ดูกันครับ องค์พระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ องค์จริง

วัดพระธาตุหนองบัว

บริเวณวัดพระธาตุหนองบัว หลังจากที่เข้าไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุในองค์พระธาตุเจดีย์ ก็ออกมาเดินชมบริเวณอื่นๆ ของวัด ภาพซ้ายมือที่เห็นอยู่นี้เป็นเจดีย์ราย มีอยู่ที่มุมทั้งสี่ของกำแพงแก้ว ด้วยมุมกล้องทำให้องค์เจดีย์รายดูใหญ่ขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับองค์พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ด้านหลัง

พระธาตุหนองบัว เป็นอีกชื่อหนึ่งที่นิยมเรียกองค์พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ตามชื่อของวัด ช่วงแรกๆ เอารูปองค์พระธาตุเจดีย์ตอนกลางวันมาให้ชมกันสวยๆ หลายๆ มุม ตอนนี้ชมภาพพระธาตุตอนกลางคืน ซึ่งทางวัดจะเปิดไฟส่องสว่างรอบด้านสวยงามมากจริงๆ ครับ

วัดพระธาตุหนองบัว

วัดสุปัฏนารามวรวิหาร

วัดสุปัฏนารามวรวิหาร

…..หรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า “วัดสุปัฏน์” พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำมูล อำเภอเมือง อุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดธรรมยุตินิกายแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับพระราชทานนาม วัดจากพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วัดสุปัฏนารามวรวิหาร

ประวัติ
วัดสุปัฏนารามวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็นวัดธรรมยุติกนิกายแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับพระราชทานนามวัดจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์และทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จัดตั้ง วัดสุปัฏน์ขึ้นมาใน ปี พ.ศ.2396 ซึ่งสร้างในสมัยพระพรหมราชวงศาเจ้าเมืองอุบลราชธานีคนที่ 3 โดยคำว่า “วัดสุปัฏนาราม” นั้นมีความหมาย 2 นัย คือ
หมายถึง วัดที่มีสถานที่ตั้งเหมาะสมเพื่อเป็นท่าเรืออย่างดี เพราะอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล สะดวกต่อการเดินทางและการบิณฑบาตรทางน้ำ หมายถึง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นศาสนสถานเปรียบดังท่าเรือที่ให้มวลมนุษย์ข้ามพ้นโอฆสงสารไปได้และใน ปี พ.ศ.2478 สมัยพระบาท สมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามวัดให้ใหม่สมกับเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ว่า “วัดสุปัฏนารามวรวิหาร”

วัดสุปัฏนารามวรวิหาร

พระพุทธรูปที่สำคัญ
พระสัพพัญญูเจ้า
พระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง (พระพุทธรูปหนึ่งในนพรัตน์หรือแก้วเก้าประการ)
ศาสนสถานที่สำคัญ
พระอุโบสถ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่าง 3 ชนชาติ คือส่วนหลังคา เป็นศิลปะแบบไทยส่วนกลางของตัวพระอุโบสถ เป็นศิลปะแบบเยอรมันส่วนฐานของพระอุโบสถ เป็นศิลปะแบบขอมโบราณ