ช็อก! พ่อเปิดกล้องวงจรปิดดูลูก เจอพี่เลี้ยงป้อนข้าวยัดจมูกแทบขาดใจ

พ่อชาวจีนช็อกหนัก หลังเปิดกล้องวงจรปิดเพื่อดูลูกน้อยวัย 1 ขวบกว่า แล้วเจอพี่เลี้ยงตบตีลูก ล็อคหัวบังคับให้กินข้าว จับป้อนข้าวยัดจมูก จนเด็กแทบหายใจไม่ออก ร้องไห้จ้าละหวั่น

วันนี้ (24 มี.ค.) สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า นายจาง พ่อชาวจีนในเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ต้องช็อกหนัก หลังเปิดกล้องวงจรปิดเพื่อดูลูกน้อยวัย 1 ขวบกว่า แล้วเจอพี่เลี้ยงหญิงชาวมณฑลเจียงซีวัย 47 ปี ที่ได้ว่าจ้างเอาไว้ให้ช่วยดูแลลูก ทำร้ายตบตีลูกตัวเอง ร้องไห้ออกมาจ้าละหวั่น ซ้ำยังล็อคหัวจนแหงนเงยไปด้านหลัง เพื่อบังคับให้กินข้าว รวมถึงจับป้อนข้าวยัดใส่รูจมูก จนเด็กแทบหายใจไม่ออก

นายจางเปิดเผยว่า ปกติเขากับภรรยาค่อนข้างยุ่ง บางครั้งบางเวลาก็ไม่ได้อยู่บ้าน หลังช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาจึงได้ว่าจ้างพี่เลี้ยงแซ่คนนี้จากบริษัทพี่เลี้ยงเด็กเล็กๆ แห่งหนึ่ง มาช่วยดูแลลูก แต่ด้วยไม่ค่อยวางใจที่จะปล่อยลูกให้อยู่กับเธอตามลำพัง จึงได้ติดกล้องวงจรปิดไว้ในบ้าน และมักเข้าไปเช็คดูตอนเธอป้อนข้าวให้ลูกบ่อยๆ
กระทั่งช่วงเย็นเวลาประมาณ 18:00 น. ของวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาในท้องถิ่น เขากลับเห็นพฤติกรรมร้ายนี้เข้า จึงได้ทิ้งงานทุกอย่างชวนภรรยาขับรถกลับบ้านทันที

เมื่อถึงบ้านก็ถือคลิปวีดิโอจากกล้องวงจรปิดนั้นไปให้พี่เลี้ยงใจโหดคนนี้ดู ซึ่งเธออ้างว่าอารมณ์ไม่ค่อยดี จึงตีไปที่เด็กเพียงเบาๆ เท่านั้น แต่หลังจากนั้นกลับคล้ายกลัวความผิด รีบเก็บกระเป๋าหลบหนีไป เขาจึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัว

หนุ่มจิตหลอนโดดเสาสัญญาณ 30 ม. ร่วงต่อหน้าชาวบ้าน

หนุ่มสติหลุดจิตหลอน ช้ำรักหลังหย่าร้างกับเมีย ย่องปีนขึ้นเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ 30 เมตร ญาติกล่อมก็ไม่ยังลง สรุปดิ่งลงมาเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา

(24 มี.ค.) เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เกิดเหตุมีหนุ่มวัย 36 ปี มีลักษณะอาการทางประสาทหวาดระแวงว่าจะมีคนตามมาทำร้าย จึงได้ปีนหนีขึ้นไปบนเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ที่มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 30 เมตร ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพัก ทราบชื่อ นายกอบกุล อายุ 36 ปี ชาวอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร สวมเสื้อยืดคอกลมสีน้ำเงินและสวมกางเกงขาสั้นกำลังปีนอยู่บนยอดเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์

ขณะที่ญาติพี่น้องและชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ช่วยกันเกลี้ยกล่อม ขอให้ นายกอบกุล ไต่ลงมาข้างล่าง แต่ นายกอบกุล ก็ไม่ยอมลงโดยอ้างว่าจะมีคนตามมาฆ่าจนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง นายกอบกุล จึงตัดสินใจกระโดดลงมาจากยอดเสา ท่ามกลางสายตาของญาติๆ และชาวบ้านร่างร่วงกระแทกพื้นดินด้านล่างอย่างแรงจนเสียชีวิตคาที่

ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ชีพขององค์การบริหารส่วนตำบลกำแมด จะได้นำร่างของ นายกอบกุล ส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร

จากการสอบถาม พี่ชายของผู้เสียชีวิต บอกว่า นายกอบกุลเคยมีภรรยามาก่อน แต่ไม่มีบุตรด้วยกันและเมื่อประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมาได้เลิกร้างกับภรรยา ผู้เสียชีวิตจึงกลับไปพักอาศัยอยู่กับมารดาและพี่สาวและเริ่มมีอาการทางประสาท โดยหวาดระแวงว่าจะมีคนตามฆ่า ญาติๆ จึงได้พาไปรับยาระงับประสาทที่โรงพยาบาลกุดชุม มากินเป็นประจำ

กระทั่งในวันนี้ผู้เสียชีวิตบ่นปวดศีรษะ พี่สาวจึงจะพาไปรับยา แต่ในขณะที่พี่สาวเผลอ ผู้เสียชีวิตได้ปีนขึ้นไปบนเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ที่อยู่ใกล้กับบ้านพัก โดยอ้างว่าจะมีคนตามมาฆ่าญาติๆ ช่วยกันเกลี้ยกล่อมขอให้ลงมา แต่ก็ไม่เป็นผล กระทั่งกระโดดลงมาเสียชีวิตดังกล่าว

สเป็กฝรั่ง “เอส กันตพงศ์” แอบมองสาวเยอรมันมา 2 ปี จนเป็นแฟนสมใจ

เรียกว่าสเปกสาวต่างชาติจริงๆ สำหรับหนุ่มผิวเข้ม “เอส กันตพงศ์ บำรุงรักษ์” ที่ล่าสุดมาร่วมงานบวงสรวงละครเรื่อง “เล็บครุฑ” The Final of Six Elements ณ ลานพระพิฆเนศวร สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ได้เปิดใจถึงรักครั้งใหม่กับ “คริสติน่า” สาวตาน้ำสาวชาวเยอรมัน

“ที่เห็นไปเดินกับสาวฝรั่ง ก็เป็นแฟนผมแหละครับ (ยิ้ม) เป็นคนเยอรมัน คุยกันมาสักพักนึงแล้ว เจอกันที่ฟิตเนสในเมืองไทย ช่วงนั้นผมแข่ง Sing Your Face Off แล้วต้องฝึกหนักมาก เจอเขาในฟิตเนสตั้งนาน 2 ปีแล้วแต่ไม่กล้าเข้าไปคุย ขี้อาย พอดีเพื่อนเราดันเป็นเพื่อนเขา พอเห็นเพื่อนยืนคุยกับเขา เราก็เลยรีบเดินไปทักเพื่อนเลย”

“คริสติน่า ยังเรียนอยู่ที่เยอรมันแต่ก็บินไป บินมาเพราะเขาชอบเมืองไทย เขาเรียนเกี่ยวกับท่องเที่ยว แล้วก็เล็งอยู่ว่าอยากทำเกี่ยวกับธุรกิจด้านนี้ ซึ่งเมืองไทยก็เป็นที่ที่คนเยอรมันชอบมาเที่ยว”

“ถามว่าจะเปิดตัวใหม่ คือเมื่อวันวาเลนไทน์ก็ลงไปแล้วรูปนึง แล้วก็ลงรูปอื่นต่อ ก็ไม่ได้คิดอะไร แค่อยากลงให้เขา เราคุยกันมานานปีกว่าแล้วครับ แต่เพิ่งมาตัดสินใจคบกันสักพักนี่เองครับ เราก็ได้ไปเที่ยวที่บ้านเขาบ้างตอนไปทำงาน ก็ถือเป็นจังหวะที่โอเคแล้วเพราะเราก็ศึกษาดูใจกันมาสักพักแล้ว ไม่รู้ว่าเราผ่านไหม แต่เขาก็แฮปปี้ครับ เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่เขาจะบินมาหาผมที่นี่ ทางคุณแม่ผมท่านไม่ได้รีบอะไร แต่คุณพ่อผมบอกว่าอยากอุ้มหลานอย่างเดียวเลย (หัวเราะ) ใจเย็นๆ”
“เวลาเรามีแฟนเป็นคนต่างชาติ ครอบครัวไม่ได้ปิดกั้นครับ ส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้เราก็ไม่ค่อยมีแฟนคนไทย อาจจะด้วยงานและเรียนเลยทำให้ไม่ค่อยได้เจอคนไทยเท่าไหร่ เรื่องวัฒนธรรมต่างกันครับ แต่โชคดีตรงที่ว่าลูซิน่าเป็นคนเยอรมันแต่มีนิสัยเป็นผู้หญิงไทย มีความเป็นกุลสตรี เป็นแม่บ้านแม่เรือน เรียบร้อย ซึ่งหายากในฝรั่ง แล้วเขาก็มีความเป็นฝรั่ง ชัดเจน ตรงไปตรงมา กล้าติและแนะนำเรา ผู้หญิงไทยบางทีไม่กล้าพูด ซึ่งเราเองชอบให้พูดมากกว่า ตอนแรกๆ ก็มีปัญหา เวลาเราอยู่บ้านเราก็ชอบทิ้งตัว แต่เจอกันก็ต้องเป๊ะนิดนึง ต้องปรับจูนครับ”

แฟนรู้ไหมว่าเราเป็นดารา “ตอนแรกไม่รู้ครับ แต่ตอนนี้รู้แล้ว พอรู้เขาก็เขินๆ งงๆ คุณแม่เขาก็งงเหมือนกัน ถ้าเปิดตัวก็เชื่อว่าเขาคงวางตัวได้ดีอยู่แล้ว ค่อนข้างสบายใจ เขาเป็นฝรั่งก็จริง แต่วางตัวดี ถือตัวแบบกุลสตรีด้วยซ้ำ เขาเลยชนะใจเราตรงนี้ด้วย (อายุเท่ากันไหม) เขาเด็กกว่า 3 ปีครับ”

แพลนอนาคตยังไงบ้าง? “ยังไม่แน่ใจหรอกครับ แต่ ณ ตอนนี้เขาเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากๆ เป็นผู้หญิงที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ คุณพ่อพูดเลยว่าถ้าโอเค ก็แต่งเยอรมันที ไทยทีก็ได้ ไม่เป็นไร (หัวเราะ) คุณพ่อค่อนข้างรีบ ท่านเร่งผมมา 3 ปีแล้ว แต่ผมบอกขอดูยาวๆ ก่อน”

ทั้งนี้หนุ่มเอสกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า สงสัยสเป็กตนจะถูกใจสาวต่างชาติ เพราะก่อนหน้านี้เคยคบกับสาวเกาหลี , เวียดนาม กับสาวไทยก็เคยคบแต่โดนหักอกเลยเบนเข็มไป ปัจจุบันก็ได้คบหาอยู่กับสาวเยอรมัน

รถชนกัน 4 คันรวดอดีตตำรวจพังงา พร้อมภรรยาดับ

เกิดอุบัติเหตุรถชนกัน 4 คันรวด อดีตตำรวจพังงาพร้อมภรรยาเสียชีวิต เจ็บระนาว เหตุเกิดริมถนนเพชรเกษม สายโคกกลอย-ท้ายเหมือง

ร.ต.อ.เฉลิมศักดิ์ อักษรเพียร พนักงานสอบสวนร้อยเวรสภ.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ได้รับแจ้งจากทางโทรศัพท์ว่า ได้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์เก๋ง-กระบะชนกันทีเดียว 4 คันรวด เหตุเกิดที่บริเวณริมถนนเพชรเกษม สายโคกกลอย-ท้ายเหมือง ปากทางบ้านนาแฝก หมู่ที่ 9 ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ได้ประสานมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ กู้ชีพท้ายเหมืองชัยพัฒน์ พร้อมกับเดินทางไปที่เกิดเหตุ

พบรถยนต์กระบะสีขาวยี่ห้อโตโยต้า บจ.4516 ภูเก็ต ด้านหน้ารถพังยับ คนขับนายวิชาญ อายุ 21 ปี อยู่ อ.เมือง จ.พังงา ห่างที่เกิดเหตุเล็กน้อยพบรถยนต์เก๋งสีดำ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส หมายเลขทะเบียน กข 926 พังงา สภาพรถพังทั้งคัน พบผู้เสียชีวิตที่เกิดเหตุสองรายทราบชื่อ ร.ต.ท.เดชา อายุ 59 ปี อดีตผบ.หมู่ สภ.ท้ายเหมือง พร้อมด้วยภรรยา นางจันทร์เรียง อายุ 61 ปี

ส่วนผู้บาดเจ็บกู้ภัยท้ายเหมืองนำส่งโรงพยาบาลท้ายเหมืองชัยพัฒน์ ทราบชื่อ นายภูริทัต อายุ 45 ปี เป็นคนขับรถคันดังกล่าว ถัดออกมายังพบรถยนต์เก๋งสีดำ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส หมายเลขทะเบียน กท 817 ภูเก็ต ด้านหน้ารถพังยัง มีผู้บาดเจ็บสองรายคือนางระรื่น อายุ 62 ปี มารดานางลักขณา อายุ 41 ปี คนขับ

ส่วนอีกคันที่ขับรถมาจากทางด้านตลาดท้ายเหมืองเพื่อมุ่งหน้าเข้าจังหวัดภูเก็ต เป็นรถยนต์กระบะสีน้ำเงิน ยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน บจ 9466 ภูเก็ต บรรทุกตะไคร์เต็มคันรถ สภาพด้านหน้าและฝั่งคนขับพังยับเยิน มีนายสมชาย อายุ 28 ปี เป็นคนขับได้รับบาดเจ็บ ทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งไปยังโรงพยาบาลท้ายเหมืองชัยพัฒน์ต่อไป

หนุ่มตบหัว-ถลกจีวรพระ ฉุนไม่รับบิณฑบาตเงิน 500 บาท

(22 มี.ค.) เมื่อเวลา 07.00 น. ได้เกิดเหตุขณะที่พระรูปหนึ่งจากวัดคลองน้ำเจ็ด ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง กำลังเดินบิณฑบาต บนถนนวิเศษกุล ในเขตเทศบาลนครตรัง มีชายแต่งชุดสีดำเสื้อยืด ขับรถเก๋งสีขาว มาจอดตรงหน้าพระกำลังเดินบิณฑบาต แล้วจอดรถเข้าไปหาพระควักแบงก์ 500 บาท เพื่อจะทำบุญ แต่พระบอกว่ามากเกิน หากจะทำบุญ 20 บาท ก็พอเพียงแล้ว

แต่ชายคนดังกล่าวดาว่าพระ “ไอ้พระปลอม พระเสพยาบ้า พระดื่มน้ำกระท่อม จะจับสึกให้หมด” เมื่อพระเดินต่อถูกล็อคคอพระก็หยุด เมื่อพระเดินต่อก็ตบศีรษะพระและถลกจีวร มีพระอีกรูปเดินตามหลัง ก็ถูกชายชุดดำตบศีรษะ จนชาวบ้านที่รอใส่บาตรต่างวิ่งเข้าไปช่วยพระ ก่อนที่จะโทรศัพท์แจ้งตำรวจ สายตรวจ สภ.เมืองตรัง มายังที่เกิดเหตุ

เมื่อตำรวจสายตรวจมาถึงที่เกิดเหตุ ชายชุดดำที่ทำร้ายร่างกายพระ 2 รูปก็พูดว่า กูเป็นตำรวจ จะจับพระพวกนี้ให้หมด ตำรวจจึงควบคุมตัวชายคนดังกล่าว มายัง สภ.เมืองตรัง พร้อมพระระดับมหา (ขอสงวนชื่อ) มาทำการสอบสวน
ด้าน พ.ต.ท.ประเสริฐ สงแสง รองผกก.สอบสวน สภ.เมือง ได้ลงมาสอบพระที่ถูกทำร้ายร่างกาย และชายคนดังกล่าวที่ทำร้ายร่างกายพระ พบว่าเป็นตำรวจสังกัดกองบัญชาการสอบสวนกลาง ตำรวจน้ำ กก 9 กันตัง โดยพระมหาได้ร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดี มีญาติโยมที่ตักบาตรในตอนเช้า ขึ้นมาเป็นพยานจำนวนมาก แต่มีญาติพี่น้องของตำรวจคนดังกล่าว มายัง สภ.เมืองตรัง เพื่อขอยุติคดี

สำหรับพระรูปดังกล่าว (ขอสงวนนาม) บวชมากว่า 20 พรรษา เป็นพระเคร่งในพระธรรมวินัย ทางพระเป็นถึง ”พระมหา” ปัจจุบันจำพรรษาที่วัดคลองน้ำเจ็ด ในเขตเทศบาลนครตรัง

นายกฯใช้ ม.44 สั่งรถตู้โดยสารห้ามนั่งเกิน 13 ที่ หากฝ่าฝืนจับพักใบอนุญาต

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ลงเผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่อง มาตรการเพิ่มความปลอดภัยในรถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะรถตู้โดยสาร ทั้งในเขต กทม.และต่างจังหวัด

จําเป็นต้องกําหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้โดยสารและผู้ใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัยสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงสภาพของรถโดยสาร การควบคุมผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

โดยอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ระบุว่า ให้นายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกมีอํานาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนรถระงับใช้รถหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้ไม่เกิน 6 เดือน เมื่อมีกรณีดังต่อไปนี้

– เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากการขนส่งอันกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการขนส่ง โดยมีสาเหตุมาจากการที่ผู้ประกอบการขนส่งไม่ควบคุมกํากับดูแลผู้ขับรถให้ใช้ความเร็วไม่เกินอัตราที่กฎหมายกําหนด ขับรถเกินชั่วโมงการทํางานตามที่กฎหมายกําหนด ขับรถโดยประมาท หรือขับรถในขณะที่ร่างกาย หรือ จิตใจหย่อนความสามารถ

– ผู้ประกอบการขนส่งปล่อยปละละเลยให้มีการนํารถไปใช้กระทําความผิด เช่น ความผิด เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษี

– ผู้ประกอบการขนส่งไม่ควบคุมกํากับดูแลผู้ขับรถหรือพนักงานเก็บค่าโดยสาร ทําให้มีการบรรทุกผู้โดยสารเกินจํานวนที่นั่ง ทอดทิ้งผู้โดยสาร หรือเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กําหนด

– กําหนดจํานวนที่นั่งผู้โดยสารให้มีจํานวนที่เหมาะสมและปลอดภัยกับการบรรทุกและขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งต้องไม่เกิน 13 ที่นั่ง

2 หญิงโหด จับหมามัดติดท้ายรถ ขับลากถนน พลเมืองดีช่วยส่งรพ.จนรอดมาได้

(21 มี.ค.) เว็บไซต์ข่าวประเทศจีนรายงาน ผู้คนในโลกออนไลน์ของจีนพากันวิพากษ์วิจารณ์กันไม่น้อยกับภาพน่าสะเทือนใจ คนใจโหดเหี้ยมจับสุนัขมัดติดท้ายรถ ลากสุนัขไปตามท้องพื้นถนน ทำให้มันได้รับบาดเจ็บสาหัส

ตามรายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มี.ค. ที่ผ่านมา บนทางด่วนในเมืองอู๋หู มณฑลอันฮุย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน โดยสุนัขเคราะห์ร้ายตัวดังกล่าวถูกเชือกมัดที่ลำคอ ผูกติดท้ายรถ แล้วถูกลากไปกับพื้นถนนไกลกว่าร้อยเมตร จนได้รับบาดเจ็บสาหัสทั่วตัว ทั้งเลือดทั้งเนื้อผสมกัน ดิ้นรนหายใจแผ่วอย่างน่าเวทนา กระทั่งมีพลเมืองดีเข้าไปช่วยมันออกมา ซึ่งไม่ทราบว่าด้วยวิธีใด ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลสัตว์
Advertisement

ตามรายงานระบุว่า คนขับรถคันดังกล่าวเป็นหญิง 2 คน ซึ่งรีบขับรถหนีไปหลังมีพลเมืองดีเข้าไปช่วยสุนัขตัวนี้ออกมาได้แล้ว และสัตวแพทย์ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสามารถช่วยมันให้รอดชีวิตกลับมาได้

ทั้งนี้ สัตวแพทย์ที่รักษาเผยว่า มันได้รับบาดเจ็บบริเวณลำคออย่างรุนแรง ขาทั้ง 4 ข้างก็มีแผลถลอกลึกจนเห็นกระดูก แพทย์ต้องทำการเจ็บปิดบาดแผลให้หลายแห่ง ซึ่งขณะนี้ยังต้องรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในโรงพยาบาล

โตโน่ หน้าหวานเพราะสีผม ยันไม่ได้ศัลยกรรม

จากหนุ่มขาร็อคกลายเป็นโอปป้าขึ้นมาทันที สำหรับ “โตโน่ ภาคิน” ที่พักหลังๆ หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าหน้าดูหวานกว่าเดิมแอบย่องไปทำอะไรมาหรือเปล่า ซึ่งงานนี้เจ้าตัวได้เผยให้ฟังว่า เป็นเพียงการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีชมพูเท่านั้น ยืนยันไม่ได้ทำอะไรแน่นอนเพราะตนยังต้องต่อยมวยบ่อย ส่วนสาเหตุที่เปลี่ยนผมเป็นสีชมพูนั้นเพราะต้องการทำตามคำขอของแฟนคลับ

ผลการตอบรับถ่ายเซ็กซี่ที่ผ่านมาดีมาก มีเล่มต่อๆ ไปติดต่อมาบ้างไหม?
“มีมาติดต่อไว้ครับ แต่เดี๋ยวรอดูเรื่องของคิวว่าจะได้ช่วงไหน เพราะช่วงนี้คอนเสิร์ตเยอะ และอีกไม่กี่วันวงเราก็จะไปยุโรปแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงของการเตรียมตัวทำงานใหญ่ให้สำเร็จมากกว่าครับ”

เล่มต่อไปจะถอดเสื้อแซ่บกว่าเดิมไหม?
“อย่าให้ถอดเลยครับ ผมว่าอยู่ที่คุยงานกันครับ ถ้าจะให้ถอดหมดเลยคงขอบายครับ แค่ถอดเสื้อก็พอแล้ว เราไม่ได้ขายเรื่องโป๊มากหรือน้อย ถ้าให้ถอดหมดแล้วหุ่นเราไม่ดีก็ไม่ได้รู้สึกอะไรครับ มันอยู่ที่การเตรียมตัวและดูแลตัวเองมากกว่า ส่วนจะให้ถ่ายแบบชุดว่ายน้ำนั้น ไม่อยากจะถ่ายนะครับ มันเขินเวลาที่ต้องใส่ชุดรัดๆ แต่ก็มีติดต่อมาเยอะเหมือนกันครับ”

เขินไหมเวลาที่โดนจับจ้องมากๆ?
“เขินครับ เขินตอนที่พวกพี่ๆ ถามนี่แหละ(ยิ้ม) แต่ถือว่าเป็นประสบการณ์ก็สนุกดี”

เราได้รับรางวัลผู้ชายแห่งปีแล้ว หลายคนอาจคาดหวังการถ่ายแบบในครั้งต่อไป?
“ก็ตอบแทนด้วยการทำงานดีกว่าครับ อย่าให้ตอบแทนด้วยการใส่น้อยชิ้นเลยมันคงไม่ใช่แนวผมครับ เวลาผมถอดเสื้อเพราะต้องเล่นคอนเสิร์ต ทีมงานหรือผู้ใหญ่ทางหนังสือเห็นเลยอยากให้เราไปร่วมงานกับเขา ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ไม่ใช่นายแบบมืออาชีพครับ”

ถามถึงเรื่องสีผม วันนี้ย้อมสีชมพูกลายเป็นผู้ชายร็อคสายหวาน?
“ดีเลยครับ ถ้าเจ้าตัวดูอยู่จะได้เข้าใจ คือวันที่ผมไปเล่นคอนเสิร์ตคนหล่อขอทำดี ผมไปเจอกับคุณแม่ของน้องแฟนคลับคนนึงที่น้องเดินไม่ได้ แล้วเขาบอกกับผมว่าอยากเห็นผมมีหัวสีชมพู ผมก็รับปากว่าจะทำ ซึ่งตอนนี้ผมก็ทำแล้ว หวังว่าน้องเขาจะเห็นนะครับ และคงมีความสุข”

เขาได้บอกเหตุผลไหม ทำไมถึงอยากเห็นเราทำผมสีชมพู?
“คือตอนนั้นผมทำหัวขาวไงครับ แล้วเขาบอกอยากเห็นหัวผมมีสีชมพู และผมก็รู้สึกซาบซึ้งน้ำใจที่น้องเขาเดินไม่ได้แต่ยังอุตส่าห์มา ผมเลยอยากทำให้น้องเขามีความสุขครับ เลยทำหัวชมพู ถึงแม้เราจะไม่ค่อยมั่นใจ”

ถ้าต่อไปมีแฟนคลับมาขอให้ทำอย่างอื่น เราพร้อมไหม?
“จริงๆ ถ้าเราทำอะไรได้และทำให้คนมีความสุข ผมก็อยากจะทำทุกอย่างนะ แต่เราต้องดูถึงความสมควรด้วย อย่างตอนนี้ละครผมปิดแล้ว และเป็นช่วงทัวร์คอนเสิร์ตอย่างเดียว เราจะทำอะไรกับทรงผมเราก็ได้ และมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่ผมจะทำให้เขา”

มีคนแซวเยอะไหม เป็นร็อคสายหวาน?
“ก็มีนะครับ ตามสื่อก็เขียนถึง ผมก็เขินนะครับ ไม่อย่างนั้นไม่ใส่หมวกหรอก (หัวเราะ) ส่วนคนมองเป็นหนุ่มเกาหลีนั้นก็ดีครับ เป็นแนวโอปๆ ไป (หัวเราะ)”

พักหลังๆ ดูปรับลุคกับทรงผมตลอด?
“คือผมถ่ายละครมาปีกว่าครับ แล้วต้องอยู่ในทรงๆ เดียวมาตลอด ทำอะไรไม่ได้เลย พอละครปิดกล้องเราเลยรู้สึกว่าอยากทำอะไรที่ยังไม่เคยได้ทำ ก็เลยทำเท่านั้นเอง”

จะไว้ทรงนี้อีกนานไหม?
“เดี๋ยวกลับมาจากอังกฤษก็จะตัดสกินเฮดครับ ส่วนสีชมพูนี่ทำมาประมาณอาทิตย์กว่าๆ เกือบสองอาทิตย์แล้วครับ”

พอทำแล้วหน้าดูเปลี่ยนแนวเกาหลี คนแอบสงสัยไปทำอะไรมาหรือเปล่า?
“(หัวเราะ) ไม่ครับ ทำไม่ได้หรอก เพราะเราต่อยมวยอยู่ ถ้าพลาดมาจมูกไปถึงหูขวาจะลำบาก ไม่ถนัด ผมไม่ได้มองว่าการศัลยกรรมเป็นเรื่องที่ผิดนะครับ แต่ผมไม่ทำเท่านั้นเอง การเปลี่ยนสีผมก็ทำให้หน้าเปลี่ยนเยอะเหมือนกันนะ”

ทำทรงนี้แล้วคิดว่าตัวเองดูหล่อขึ้นบ้างไหม?
“ไม่ครับ (หัวเราะ) ผมก็ยังเป็นผมเหมือนเดิมครับ จริงๆ คิดเอาไว้อยากจะทำสีแดงเลยครับ เรามีความรู้สึกว่าไหนๆ ก็มาถึงขนาดนี้แล้วก็ทำให้มันครบทุกสีก่อนจะทำสกินเฮดครับ ไปอังกฤษอาจทำเป็นสีแดงครับ เดี๋ยวดูก่อน แต่ที่จะตัดสกินเฮดเพราะผมเริ่มเบื่อแล้วครับ แต่ถ้าถามว่าทำทำไม คือผมทำเพื่อน้องเขา ถ้าถามจริงๆ ในชีวิตประจำวันมันไม่ค่อยเข้านะ”

ฮือฮา! บาทหลวงในแอฟริกาขุดพบเพชรเม็ดยักษ์หนัก 706 กะรัต มูลค่ากว่า 172 ล้าน

เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บาทหลวงเอ็มมานูเอล โมโมห์ ค้นพบอภิมหาเพชร น้ำหนัก 706 กะรัต ในเหมืองเพชรที่เขตโคโน ทางภาคตะวันออกของประเทศเซียร์ราลีโอน ในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเพชรเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก เบื้องต้น ประเมินมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 172,835,146 บาท

โดยการขุดพบเพชรเม็ดดังกล่าวเป็นอีกครั้งหลังจากมีการขุดพบเพชรขนาดใหญ่ล่าสุดในประเทศเมื่อปีค.ศ. 1972 ซึ่งมีน้ำหนักถึง 969 กะรัต และมีชื่อว่า ดวงดาวแห่งเซียร์รา ลีโอน

นายแมทธิว เอ็นยาอังวา จากสถาบันวิเคราะห์เพชรจากประเทศอิสราเอล ระบุว่า เพชรเม็ดยักษ์ที่บาทหลวงโมโมห์ขุดพบนี้เป็นเพชรในยุคศตวรรษที่ 13 ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการขุดพบ เพียงแต่เพชรเม็ดนี้มีรอยตำหนิอยู่บ้าง และเป็นเรื่องยากสำหรับการประเมินมูลค่า
ขณะนี้ เพชรเม็ดดังกล่าวถูกนำไปมอบให้แก่ประธานาธิบดีของเซียร์ราลีโอน เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา และถูกนำไปเก็บไว้ที่ธนาคารกลางแห่งประเทศ

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเซียร์ราลีโอน ในกรุงฟรีทาวน์ ออกแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีเออร์เนสต์ บาอิ โคโรมา ได้กล่าวขอบคุณผู้นำชุมชนและชาวบ้านที่ไม่ลักลอบขายเพชรเม็ดนี้ออกนอกประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศเซียร์รา ลีโอนขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยทรัพยากรเพชร อีกทั้งรายได้ส่วนหนึ่งของประเทศมาจากอุตสาหกรรมการทำเพชรแต่ในช่วงสงครามกลางเมืองกลุ่มต่อต้านรัฐบาลก็ได้ใช้เพชรเป็นสิ่งของแลกเปลี่ยนกับอาวุธเพื่อใช้ในสงครามด้วยเช่นกัน

ฌอห์ณ เคลียร์! แคปชั่น การสื่อสารฯ ไม่ได้ดราม่าถึงคนอื่น

เพิ่งจะจบเรื่องราวดราม่าไปได้ไม่นาน ล่าสุดพระเอกหนุ่ม “ฌอห์ณ จินดาโชติ” ก็มีประเด็นแรงให้เคลียร์กันอีกแล้ว หลังเจ้าตัวโพสต์ข้อความชวนให้สงสัยในทำนองว่า “*talk การสื่อสาร สร้าง ความเข้าใจเสมอ” ลงอินสตาแกรม แถมยังใช้ภาพประกอบเป็นภาพสีขาวดำ จนหลายเป็นห่วงหนักมากว่า เอ๊ะ! เจ้าตัวจะกำลังกลุ้มใจเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า ถึงขนาดมีแฟนคลับแห่เข้าไปแสดงความเห็นให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม

ซึ่งงานนี้นอกจากหนุ่มฌอห์ณจะออกมาเคลียร์แบบชัดๆ ว่า ข้อความที่โพสต์เกี่ยวกับการสื่อสาร แท้จริงแล้วเป็นแค่การช่วยโปรโมทงานงานหนึ่งแล้วนั้น เจ้าตัวก็ยังย้ำอีกว่า โดยปกติไลฟ์สไตล์ของตนเองในการลงอินสตาแกรมจะมีแค่เรื่องครอบครัวกับเรื่องงานมากกว่า ส่วนเรื่องดราม่าหรือเรื่องที่ทำให้กลุ้มใจ ก็จะไม่มีการโพสต์ลงโซเชียลเพื่อสร้างความทุกข์ให้กับคนอื่นแน่นอน!!!

ถามถึงข้อความที่เราโพสต์เกี่ยวกับการสื่อสาร อันนั้นหมายถึงใครหรือเปล่า ?
“อ๋อ ไม่ครับ เป็นแค่การโปรโมทเรื่องมือถือเฉยๆ ไม่ได้มีอะไรเลย แค่ลงงานให้เขาครับ”

แต่ในคอมเม้นท์ดันมีแฟนคลับหลายคนให้กำลังใจ คนก็เลยมองว่าเป็นอะไร ?
“ผมเข้าใจนะครับว่าชาวเน็ตหวังดี แต่จริงๆ ถึงแม้จะเป็นรูปจะเป็นขาวดำ มันก็ไม่ใช่รูปดราม่านะครับ มันแค่เป็นรูปอาร์ตๆ ผมอยากให้ดูทุกอย่างเป็นงานศิลปะเพราะผมไม่ค่อยลงรูปเครียดอะไรลงในไอจี ถ้าหากมีทุกข์ผมจะเก็บไว้ในใจและเล่าให้ครอบครัวฟังมากกว่า ไม่ค่อยออกมาโพทานะหรอกครับ”

แสดงว่าในไอจีเราก็จะมีแค่เรื่องส่วนตัว ครอบครัว และก็งานแค่นั้น ?
“ใช่ครับ เรื่องดีๆ ผมเอามาเล่าทุกคนฟัง ส่วนเรื่องไม่ดีผมก็ไม่ได้เอามาสร้างความทุกข์ใจให้คนอื่นอยู่แล้ว”

หลายๆ อย่างตอนนี้ถือว่าผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว ?
“ทุกอย่างดีครับ ผมก็ทำบุญทุกอาทิตย์ มีเวลาว่างก็ไปทำบุญ คืออาจจะเป็นเพราะตัวเราเองโตขึ้นด้วยมั้งเราถืงได้เข้าใจว่าเราอยู่ในที่แจ้ง มันก็จะมีเรื่องราวให้เราเรียนรู้หรือมีคนที่มีความคิดแตกต่างกับเราเข้ามาตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญเลยก็คือคุณแม่ผมมักจะบอกอยู่เสมอว่าให้เรามีสติ เวลาทำอะไรก็ต้องรู้ตัวทุกอย่าง เพราะถ้าหากมีใครถามเราจะได้ตอบได้ชัดเจนและรู้ตัวว่าเราทำอะไรอยู่ ดังนั้นผมก็ถือว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการคุยงานที่ต้องละเอียดมากขึ้น และไตร่ตรองมากขึ้นในการรับงาน”

แสดงว่าเรื่องนี้ก็ถือเป็นบทเรียนกับเรา ?
“ถ้าคำว่าบทเรียนผมคิดว่ามันน่าจะใช้กับเวลาที่เราทำผิดนะ แต่อันนี้ผมมองว่ามันเป็นประสบการณ์มากกว่า มันเป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้ผ่านไปอีกขั้นของชีวิต เพราะถ้าอยู่ในวงการแล้วมันไม่มีเรื่องราวแบบนี้เข้ามาแสดงว่าคุณยังไม่ขึ้นที่สูง ดังนั้นผมก็ถือว่ามันเป็นเรื่องที่ดีละกันเพราะมันก็หมายความว่าเราเริ่มอยู๋ในที่แจ้ง อยู่ในจุดที่คนให้ความสนใจ”

แต่หลังจากนี้ก็ต้องไตร่ตรองมากขึ้นในการรับงานแต่ละครั้ง ?
“ใช่ครับ คือไม่ใช่แค่ผู้จัดการส่วนตัวผมนะ แต่ตัวผมเองด้วยเหมือนกัน ผมก็ต้องถามหลายๆ รอบว่าตอนนี้สรุปงานเป็นยังไงบ้าง ไฟนอลแล้วหรือยัง คือมีการตีไปตีกลับตลอดเพื่อความสบายใจของลูกค้า และความสบายใจของตัวเราเอง เรียกว่าไม่เบียดเบียนใครครับ”

กลัวไหมว่าคนอื่นเขาอาจจะมองว่าเราเรื่องมาก ?
“ไม่หรอกๆ ยิ่งเราเรื่องมากงานจะยิ่งน้อยลง แต่อันนี้แค่แบบว่าคุยมาง่ายๆ พูดกันให้ตรง เพื่อที่เวลาทำงานเราเองก็จะได้สบายใจทั้งสองฝ่าย เพราะตัวผมเองก็อยากทำงานให้ทุกคนอยู่แล้ว อยากให้ทุกคนแฮปปี้กับการว่าจ้าง และเราเองก็อยากมีค่าขนมใช้อยู่แล้วด้วย ฉะนั้นผมก็เลยไม่อยากทำตัวให้มีปัญหากับใคร”

ข่าวที่ผ่านมันส่งผลกระทบอะไรกับตัวเราบ้างหรือเปล่า ?
“ส่งผลให้ก็คือมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นครับ (หัวเราะ)”

แต่อย่างหลายคนเขาก็ยังมองเรื่องการสื่อสารและตีความว่าเราไปคุยกับเอสเธอร์แล้ว ?
“อย่าครับ อย่าไปโยงอะไรอย่างนั้นเลยครับ ไอจีผมคือเรื่องของผม และครอบครัว และเพื่อนๆ ของผมแค่นั้น ถ้าผมจะโยงไปหาใครผมแท็กเขาไปดีกว่า ไม่ต้องมาโพสต์ลอยๆ หรอก และอีกอย่างหนึ่งคือมันไม่ใช่สไตล์การลงรูปของผมอยู่แล้วที่จะต้องมาเขียนตัดพ้อถึงใคร หรือพาดพิงใคร เพราะไอจีของผมผมเปิดเพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้ชีวิตผม ไม่ใช่ไปเรียนรู้ชีวิตคนอื่นเขา และถ้าหากคุณอยากไปเรียนรู้ชีวิตคนอื่น คุณก็ไม่ต้องมาตามผมก็ได้”