วัดพระธาตุหนองบัว

วัดพระธาตุหนองบัว

…..อยู่ชานเมืองอุบลราชธานี ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตรตามถนนเลี่ยงเมือง จะมีทางแยกตลาดหนองบัว (จากถนนใหญ่) เข้าไปประมาณ 700 เมตร ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ คือ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษ ของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2500 โดยได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย นับเป็นวัดเดียวในภาคอีสานที่มีเจดีย์แบบนี้ สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปเป็นป่าโปร่ง ร่มรื่น

วัดพระธาตุหนองบัว

พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ หลังจากที่เข้ามาในบริเวณวัดแล้วก็ต้องหาที่จอดรถซึ่งไม่ต้องกังวลมากไป ในพื้นที่วัดพระธาตุหนองบัวมีอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่จอดรถได้แบบสบายๆ เพียงแต่ถ้าจะหาที่จอดใต้ต้นไม้อาศัยร่มเงาก็ต้องวนๆ ดูเพราะมีคนมากันหลายคนเหมือนกัน จากนั้นก็จะรีบถ่ายรูปองค์พระธาตุเจดีย์ เพราะความสวยงามที่เห็นอยู่เบื้องหน้าจนไม่อยากปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป จังหวะฟ้าใสๆ แบบนี้ก็ต้องรีบกันหน่อย

พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์เป็นพระธาตุองค์สีขาวลวดลายสีทอง มีเจดีย์ที่มุมทั้งสี่ สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษของพระพุทธศาสนา ในปี พ.ศ.2500 พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์นี้ได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอิเดีย

วัดพระธาตุหนองบัว

พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว (กำลังอยู่ในระหว่างการตกแต่ง) มีประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน เป็นพระธาตุที่สร้างครอบพระธาตุองค์เดิม เราเก็บภาพมุมต่างๆ มาให้ดูกันหลายๆ มุมให้เห็นความสวยงามและยิ่งใหญ่ขององค์พระธาตุ แล้วก็เดินเข้าไปภายใน สักการะองค์พระธาตุองค์จริงที่ถูกสร้างครอบไว้

ภายในพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ เมื่อเข้ามาภายในพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์จะเห็นพระธาตุองค์เล็กสีทองอยู่ตรงกลาง (เป็นพระธาตุองค์เดิมที่มีการสร้างใหม่ครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง) กว้างด้านละ 5 เมตร สูงประมาณ 17 เมตร ส่วนองค์ที่สร้างครอบมีขนาดกว้างด้านละ 17 เมตร สูง 56 เมตร มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ด้าน แสงสีทองเหลืองอร่ามสวยงามมาก รู้สึกประทับที่ได้มาที่นี่มากๆ ครับ ที่ฐานขององค์พระพุทธรูปจะมีรูปพระธาตุลอยน้ำ (พระธาตุในที่นี้หมายถึงพระบรมสารีริกธาตุ) เอาไว้ให้ดูกันครับ องค์พระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ องค์จริง

วัดพระธาตุหนองบัว

บริเวณวัดพระธาตุหนองบัว หลังจากที่เข้าไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุในองค์พระธาตุเจดีย์ ก็ออกมาเดินชมบริเวณอื่นๆ ของวัด ภาพซ้ายมือที่เห็นอยู่นี้เป็นเจดีย์ราย มีอยู่ที่มุมทั้งสี่ของกำแพงแก้ว ด้วยมุมกล้องทำให้องค์เจดีย์รายดูใหญ่ขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับองค์พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ด้านหลัง

พระธาตุหนองบัว เป็นอีกชื่อหนึ่งที่นิยมเรียกองค์พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ตามชื่อของวัด ช่วงแรกๆ เอารูปองค์พระธาตุเจดีย์ตอนกลางวันมาให้ชมกันสวยๆ หลายๆ มุม ตอนนี้ชมภาพพระธาตุตอนกลางคืน ซึ่งทางวัดจะเปิดไฟส่องสว่างรอบด้านสวยงามมากจริงๆ ครับ

วัดพระธาตุหนองบัว

วัดสุปัฏนารามวรวิหาร

วัดสุปัฏนารามวรวิหาร

…..หรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า “วัดสุปัฏน์” พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำมูล อำเภอเมือง อุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดธรรมยุตินิกายแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับพระราชทานนาม วัดจากพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วัดสุปัฏนารามวรวิหาร

ประวัติ
วัดสุปัฏนารามวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็นวัดธรรมยุติกนิกายแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับพระราชทานนามวัดจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์และทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จัดตั้ง วัดสุปัฏน์ขึ้นมาใน ปี พ.ศ.2396 ซึ่งสร้างในสมัยพระพรหมราชวงศาเจ้าเมืองอุบลราชธานีคนที่ 3 โดยคำว่า “วัดสุปัฏนาราม” นั้นมีความหมาย 2 นัย คือ
หมายถึง วัดที่มีสถานที่ตั้งเหมาะสมเพื่อเป็นท่าเรืออย่างดี เพราะอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล สะดวกต่อการเดินทางและการบิณฑบาตรทางน้ำ หมายถึง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นศาสนสถานเปรียบดังท่าเรือที่ให้มวลมนุษย์ข้ามพ้นโอฆสงสารไปได้และใน ปี พ.ศ.2478 สมัยพระบาท สมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามวัดให้ใหม่สมกับเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ว่า “วัดสุปัฏนารามวรวิหาร”

วัดสุปัฏนารามวรวิหาร

พระพุทธรูปที่สำคัญ
พระสัพพัญญูเจ้า
พระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง (พระพุทธรูปหนึ่งในนพรัตน์หรือแก้วเก้าประการ)
ศาสนสถานที่สำคัญ
พระอุโบสถ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่าง 3 ชนชาติ คือส่วนหลังคา เป็นศิลปะแบบไทยส่วนกลางของตัวพระอุโบสถ เป็นศิลปะแบบเยอรมันส่วนฐานของพระอุโบสถ เป็นศิลปะแบบขอมโบราณ

วัดทุ่งศรีเมือง

วัดทุ่งศรีเมือง

ตั้งอยู่เลขที่ 95 ถนนหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ทางทิศตะวันออกของ ทุ่งศรีเมือง ใกล้กับสถานที่ราชการ คือ ไปรษณีย์โทรเลข สำนักงานเทศบาลนครอุบลราชธานี โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี

มีเนื้อที่ 19 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวาสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2356 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2
เจ้าคุณพระอริยาวงศาจารย์ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย หลักคำ) แห่งวัดป่าแก้วมณีวัน (คือวัดมณีวนาราม หรือวัดป่าน้อยในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานีโดยกำเนิด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์เมืองอุบลราชธานี (หรือตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน) ท่านมีอัธยาศัยน้อมไปทางวิปัสสนากรรมมัฎฐาน แต่เดิมท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ต่อมาได้มา เจริญสมณธรรม อยู่ที่ป่าหว้าชายดงอู่ผึ้ง เพราะเป็นที่สงบสงัด ที่นั่นคือ บริเวณวัดทุ่งศรีเมืองในปัจจุบันนั้นเอง

ต่อมาท่านได้สร้างหอพระพุทธบาทขึ้น ณ บริเวณที่เจริญสมณธรรม โดยมีจุดประสงค์ที่จะจำลองพระพุทธบาทจำลอง จากวัดสระเกศมาให้พุทธบริษัทที่อุบลราชธานีได้กราบไหว้ จึงให้ครูช่างชาวเวียงจันทน์ ดำเนินการก่อสร้าง

หอพระพุทธบาท มีความกว้าง 6 เมตร ยาว 13 เมตร หลังคาทรงไทยศิลปะเวียงจันทน์ ต่อมาได้พูนดินบริเวณลานหอพระพุทธบาทเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมในฤดูฝน โดยได้สร้างเป็นเขื่อนกำแพงแก้วหอพระพุทธบาท เป็นสองชั้นรอบๆพระพุทธบาท กำแพงมีขนาด กว้าง 23 เมตร ยาว 32 เมตร ภายในพูนดินให้สูงเหมือนเป็นฐานรองรับหอพระพุทธบาท โดยได้ขุดเอาดินมาจากสระด้านทิศเหนือ ซึ่งมีขนาดกว้าง 13 เมตร ยาว 24 เมตร ลึก 3 เมตร (สระนี้ ต่อมาภายหลังได้สร้างหอไตรไว้กลางน้ำ จึงได้ ชื่อว่า สระหอไตร)

เมื่อขุดหอไตรแล้ว ปรากฎว่า ดินที่จะนำมาพูนหอพระบาทยังไม่พอ ก็ได้ขุดสระอีก 1 สระทางด้านทิศตะวันตกของวัด สระนี้เรียกว่าสระหนองหมากแซว เพราะมีต้นหมากแซวใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ข้างสระขุดลึกประมาณ 3 เมตรกว้างและยาวพอๆ กับสระหอไตร (ปลายสมัยหลวงปู่พระครูวิโรจน์รัตนโนบล เป็นเจ้าอาวาสได้ปูกระเบื้องซีเมนต์ที่ลานหอพระบาท และได้สร้างกำแพงแก้ว ล้อมรอบที่ซุ้มประตูด้านทิศเหนือ, ใต้และทิศตะวันตก ส่วนทางทิศตะวันออก ได้สร้างภายหลัง และได้สร้างให้มีขนาดใหญ่ที่สุด เพราะเป็นทางเข้าและอยู่หน้าหอพระบาท)

เมื่อพระอริยวงศาจารย์ฯ สร้างหอพระพุทธบาทเสร็จแล้ว ก็ได้สั่งให้ญาคูช่าง สร้างหอไตรที่สระกลางน้ำ โดยมีจุดประสงค์ ใช้เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก คือ คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และปรัชญาพื้นบ้าน รวมถึงตำราต่าง ๆ มากมาย

วัดทุ่งศรีเมือง

ส่วนมากเป็นหนังสือใบลานจารึกด้วยอักษรธรรมและสมุดข่อย ไม่ให้แห้งและกรอบและเพื่อกันปลวก มิให้ทำลายพระไตรปิกฎให้เสียหาย (ก่อนที่พระราชรัตนโนบลมาปกครองวัด พระไตรปิฎกได้สูญหายไปมากแล้ว) เมื่อได้สร้างหอพระพุทธบาทและหอไตรกลางน้ำเสร็จแล้ว ก็ได้สร้างกุฎิเป็นที่อยู่ของพระภิกษุและสามเณร เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ปลายทุ่ง ท่ามกลางเมืองอุบลราชธานี จึงได้ชื่อว่า ทุ่งศรีเมือง เป็นเหตุให้ทุ่งนากลางเมืองอุบลราชธานี ได้ชื่อว่า ทุ่งศรีเมืองตามไปด้วย

ในยุคสมัยสมเด็จกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ ได้ตกลงกับเจ้าของที่ดินหลายคน ยกที่ดิน
(ที่ทำนา) ให้กับทางราชการ

วัดทุ่งศรีเมือง

เมื่อ พ.ศ.2458 พระครูวจีสุนทร เจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล เป็นเจ้าอาวาส ได้พาพระเณร ไปทำพลับพลา ตัดเสาศาลาการเปรียญที่คำน้ำแซบ วัดวารินทรารามในปัจจุบัน สมัยนั้นมีแต่ป่า ยังไม่มีบ้านเรือนคน และค่ายทหาร แต่เมื่อตัดเสาได้แล้ว ก็สร้างล้อลากลงแม่น้ำมูลข้ามมาสร้างศาลาการเปรียญ โดยในวันไหนมีการล่องมูล จะให้ชาวบ้านที่หาปลา หรือคนที่อยู่แถวนั้นมาช่วย เพราะเสาต้นใหญ่มาก บางวันต้องใช้กลองยาวตีเร้าใจ เพื่อให้จังหวะ ครั้นลากเสามาถึงวัดแล้ว ก็จัดแจงตกแต่งศาลาการเปรียญ ครั้นเตรียมการเสร็จแล้ว ก็ได้ป่าวประกาศเชิญชวนทำบุญปลูกศาลาการเปรียญ ยกศาลาและสร้างต่อจนเสร็จ